วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม 1 (2564 - 2567) และ Asean Citation Index (ACI) มีค่า JIF = 0.094 และ T-JIF (3 ปีย้อนหลัง): 0.165 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) Tier 1 (2021 - 2024) and Asean Citation Index (ACI) with impact factor, T-JIF: 0.094 and 3-years T-JIF: 0.165

Articles

แบบจำลองสภาพจราจรระบบขนส่งสาธารณะ: กรณีศึกษาเมืองภูเก็ต

Industrial Engineering

จังหวัดภูเก็ตมีประชากรประมาณ 4 แสนคน แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการเดินทางในพื้นที่ส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล 60% การใช้รถโดยสารสาธารณะมีปริมาณน้อยเพียงแค่ 6.6% ภาครัฐจึงมีแนวคิดในการยกระดับพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประยุกต์แบบจำลองเพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเมืองภูเก็ต โดยการจำลองสภาพจราจรในระดับจุลภาคด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ VISSIM กรณีศึกษานี้เลือกการให้บริการรถโดยสารสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เส้นทางที่ 2 จากตลาดสี่มุมเมืองถึงห้างซุปเปอร์ชีป ซึ่งการพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการในอนาคตจะเลือกรูปแบบที่มีความเป็นไปได้ภายใต้โครงสร้างทางปัจจุบัน ประกอบด้วย การศึกษาผลกระทบปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น การปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ และการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถให้เป็นเส้นทางการเดินรถระยะสั้น ทั้งนี้การศึกษาผลกระทบโดยแบบจำลองพิจารณาจากระยะเวลาการเดินทางจากต้นทางถึงปลายทาง ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่าย และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะ จากผลการวิเคราะห์พบว่า การที่ปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่ายลดลง 8.6% สถานการณ์ที่มีการปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะและเส้นทางการเดินรถระยะสั้น สามารถลดระยะเวลาการเดินทางจากเดิมได้ประมาณ 5 นาที 49 วินาทีต่อคัน (หรือลดลง 5.6%) และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 นาที

อิทธิพลของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล และส่วนผสมทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งเหล็กกล้าคาร์บอนตํ่าด้วยกระบวนการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม

Machanical Engineering

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล โครงสร้างจุลภาค และส่วนประกอบทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งด้วยกรรมวิธีการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม โดยทำการเปรียบเทียบความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมที่ 5-15 เมตร/นาที จากการทดลองพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม 15 เมตร/นาที มีค่าความแข็งสูงสุดที่ 885.87 HV และลดลงตามความเร็วลวดเชื่อม เมื่อพิจารณาถึงการสึกกร่อนของแนวเชื่อมพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมที่ 10 เมตร/นาที มีอัตราการสึกกร่อนตํ่าสุดที่ 0.123 กรัม/นาที จากการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและส่วนประกอบทางเคมีพบว่าแนวเชื่อมที่เชื่อมด้วยความเร็วในการเติมลวด 15 เมตร/นาที มีการกระจ่ายตัวของอลูมิเนียมมากกว่าเหล็กมีลักษณะโครงสร้างจุลภาคแบบยูเทคติก FeAl สลับกับโครงสร้างลาเมลลายูเทคติก FeAl2 และมีรอยแตกร้าวในแนวเชื่อม แต่เมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมพบว่าแนวเชื่อมมีปริมาณเหล็กสูงกว่าอลูมิเนียมเกิดโครงสร้างจุลภาคยูเทคติก FeAl ลักษณะคล้ายเข็มจากปฎิกิริยายูเทคติกขึ้นแทรกกระจายตัวบนโครงสร้างของ FeAl3 และไม่พบรอยแตกร้าวในแนวเชื่อมเมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม

อิทธิพลขนาดคละของมวลรวมที่ส่งผลต่อกำลังรับแรงอัดและการชะละลายโลหะหนักของคอนกรีตมวลเบาผสมเศษของเสียเมลามีน

Civil Engineering

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลขนาดคละเศษของเสียเมลามีนต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์ โดยใช้เป็นวัสดุมวลรวมละเอียดในการแทนที่ทรายร้อยละ 25 โดยนํ้าหนัก โดยมีอัตราส่วนวัสดุประสานต่อมวลรวมละเอียดเท่ากับ 1.0 และ อัตราส่วนนํ้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.5 และควบคุมความหนาแน่นของคอนกรีตสด 1,300 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การแทนที่ทรายด้วยเศษเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่ากับ FM1.25 FM1.0 FM0.75 และ FM0.5 การศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของงานวิจัยประกอบด้วย กำลังรับแรงอัด การดูดซึมนํ้าและการชะละลายโลหะหนัก ผลการศึกษาพบว่า การแทนที่ทรายด้วยเศษของเสียเมลามีนร้อยละ 25 ส่งผลให้กำลังรับแรงอัดและการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาเพิ่มขึ้น โดยที่เศษของเสียเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่า FM0.75 แสดงค่ากำลังรับแรงอัดสูงสุด อีกทั้งค่าการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาลดลงตามค่าโมดูลัสความละเอียดของเศษของเสียเมลามีนที่เพิ่มขึ้น สำหรับการชะละลายโลหะหนักของเศษของเสียเมลามีนในคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์มีค่าไม่เกินมาตรฐาน U.S.EPA และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 6 เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

การประยุกต์ใช้เทคนิค Hybrid DEA-TOPSIS สำหรับการคัดเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นแท่งเชื้อเพลิง

Machanical Engineering

กระบวนการตัดสินใจในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนยากต่อการตัดสินใจเพราะว่ามีปัจจัยหรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ในการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด เริ่มจากการกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญของเชื้อเพลิงอัดแท่ง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกกำหนดให้เป็นตัวแปรนำเข้าและตัวแปรผลผลิตในเทคนิค DEA (เป็นปัจจัยหรือเกณฑ์สำหรับเทคนิค TOPSIS) ส่วนชนิดของถ่านอัดแท่งจากวัสดุทางการเกษตรจะถูกกำหนดให้เป็นหน่วยผลิตสำหรับเทคนิค DEA (เป็นทางเลือกสำหรับเทคนิค TOPSIS) หลังจากนั้นเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ได้ถูกนำมาใช้สำหรับการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด โดยในกรณีศึกษาที่ 1 มีจำนวนทางเลือก 23 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ความชื้น เถ้า สารระเหย คาร์บอนคงตัว และค่าความร้อน ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 0.863 และ 0.932 ตามลำดับ สำหรับกรณีศึกษาที่ 2 มีจำนวนทางเลือก 7 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ ค่าความร้อน คาร์บอนคงตัว และความชื้น ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 1 เท่ากันดังนั้นวิธีที่นำเสนอในงานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรสำหรับการนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งได้

บรรจุภัณฑ์อาหารต้านจุลินทรีย์จากพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผสมนํ้ามันหอมระเหย

Environmental and Meterial Engineering

ในอดีต อันตรกิริยาระหว่างอาหารกับบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมีความเชื่อว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของอาหาร แต่ในปัจจุบัน หลายงานวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่าการเกิดอันตรกิริยาบางอย่างระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพของอาหาร อีกทั้งยังสามารถชะลอการเสื่อมเสียของอาหารได้ ดังนั้นเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์จึงเป็นหนึ่งในแนวคิดที่เหนี่ยวนำให้เกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์ในขณะที่รักษาคุณภาพทางโภชนาการ คุณสมบัติรวมทั้งความปลอดภัยของอาหารไว้ไม่เปลี่ยนไป โดยสารเติมแต่งที่นิยมใช้เพื่อเป็นสารต้านจุลินทรีย์เป็นสารกลุ่มนํ้ามันหอมระเหยซึ่งได้จากการสกัดสารสำคัญทางธรรมชาติจากพืช โดยสารเหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั้งในกลุ่ม เชื้อรา ยีสต์และแบคทีเรีย ซึ่งทำให้อาหารเสื่อมเสียและสามารถก่อโรคได้ ส่วนพลาสติกชีวภาพนั้นเป็นวัสดุที่มีแนวโน้มจะนำมาใช้เพื่อทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมในอนาคต ในเชิงพาณิชย์นั้นได้มีการนำเอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารเนื่องจากมีสมบัติทางกลที่ดีพร้อมทั้งยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกจากปิโตรเลียมพร้อมทั้งยืดอายุของอาหารที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ นักวิจัยหลายกลุ่มจึงได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพต้านจุลินทรีย์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทความนี้ได้กล่าวถึง ข้อมูลเบื้องต้นของพลาสติกชีวภาพ การเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายของสารต้านจุลินทรีย์จากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารรวมไปถึงเทคโนโลยีการใช้สารต้านจุลินทรีย์ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพกับอาหารประเภทต่างๆ

Implement of Harmonic Current Impact on Power Factor Correction Device

Electrical and Electronics Engineering

This paper presents harmonic disturbance impact on power factor improvement in power system. The Contents of this paper contains harmonic signification, harmonic current sources in power system, harmonic definitions and effect of power factor improvement by connected capacitors into power system with harmonic disturbance. Power factor improvement in power system with harmonic disturbance is caused of parallel resonance generation in power system as a result of matching impedance of inductive reactance of a power transformer and capacitive reactance of a capacitor at harmonic frequency. Parallel resonance phenomenon incurs harmonic voltage and current amplification. Harmonic voltage and current will dominate on capacitors in the power factor correction device and link to failure and damage on capacitors in the power factor correction equipment. Any problems of parallel resonance impact can be avoided and corrected by connecting series reactors to capacitors in the power factor correction device. Series reactors will move a point of parallel resonance from significant harmonic order to non-significant harmonic order and partial reducing harmonic current in power system. However, if power system contains a lot of harmonic current quantity the filter of harmonic current shall be installed in power system for reduce harmonic current in power system.

Construction Technology of Mat Foundation Concrete for Tall Building

Civil Engineering

The mat foundation is generally used in tall building in order to transfer vertical load of columns down to piles. Because of the mat foundation had large dimension, especially the high thickness, the temperature rise of the concrete is concerned. Thermal cracking problem from the temperature difference between surface and centre of the mat foundation concrete has to be prevented. This paper presents a case study of construction technology for mat foundation concrete in tall building. The mat foundation had dimensions of 30.1x34.7 meter with thickness of 2.5 meter to support super structure of tall building which had total height of 146 meter (40 stories), and had sky pool at roof deck. The method statements of concrete work to construct the mat foundation were shown. The large volume of 2,850 m3 of low heat concrete is supplied to cast the mat foundation. The temperature rises of mat foundation concrete were monitored until 7 days of curing with insulation. The results indicated that the low heat concrete containing fly ash generated the highest temperature of 76.4°C. In addition, the temperature difference between surface and centre of the mat foundation concrete were not more than 20°C, within structural specification limited. As a result, the thermal cracking is not occurred in this mat foundation concrete when this method statement of construction is performed.

Biocementation through Microbial Calcium Carbonate Precipitation

Civil Engineering

Biocementation through microbial carbonate precipitation is a new branch of microbial geotechnology that deals with the applications of microbiological methods to produce cemented materials used in engineering. The primary consideration of these applications is to improve the geophysical properties of soil so that it will be suitable for construction and environmental purposes. The applications of biocementation would require an interdisciplinary research at the confluence of microbiology, ecology, geochemistry, civil and environmental engineering. This new field has the potential to meet society s expanding needs for innovative treatment processes that improve soil engineering properties. This paper presents an overview of biocementation, particularly through microbial calcium carbonate (CaCO3) precipitation, and non-destructive geophysical techniques for real-time monitoring of soil engineering properties. Focus is then narrowed to an example of laboratory-scale test of biocementation of sandy soil and measurement of strength development by shear wave velocity (Vs). Other analytical results included microscopic imaging by scanning electron microscope (SEM) and identification of CaCO3 precipitation presented in biocemented sand by X-ray diffactometer (XRD) were discussed. Potential advantages and envisioned applications of biocemented soil improvement are identified.

Get alert for journal's news

Get alert for journal's news. You can recieve journal up-to-date information by giving your email to us.