วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

Low C/N Ratio Composting of Excess Sludge from Activated Sludge Wastewater Treatment System of Concentrated Latex Industry

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

This article presents an experimental result of low C/N ratios with ranges of 3.2:1 to 5.9:1 of composting of excess sludge from activated sludge wastewater treatment systems of concentrated latex factories. The composting experiments were investigated based on test conditions of different compost materials used, with aeration and with no aeration, as well as with seeding and without seeding. In addition, the investigation on the possible use of the obtained compost products as fertilizer on plant growth was conducted. The results indicated that composting was not reached in the thermophilic and mature phases. The slow decomposition of OC occurred during 90 days composting. Loss of N was significantly determined, in particular in the aerated composting units, but K increment was observed. The results indicated that the composting of mixtures of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with and without seeding and aeration made compost products compliant with Thai organic fertilizer standards, especially in terms of pH, P2O5, K2O, As, Cd, Cr, Cu, Pb, and Hg. With the results tested on plant growth, the possibility of the use of compost products as fertilizer as experimented with marigolds, illustrated that compost products from a mixture of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with seeding and aeration had potential to be used as fertilizer which was equivalent to 15:15:15 chemical fertilizer, in particular in terms of plant height increase rate and numbers of flowers achieved.

Optimal conditions of Dye Removal from Textile Dyeing Industrial Wastewater by Adsorption Process

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

The study was focused on optimal condition (pH, dosage and contact time), kinetic, and adsorption isotherm of dye removal from textile dyeing industrial wastewater by rice husk and water hyacinth as adsorbents. The results revealed that the maximum dye removals in both of rice husk and water hyacinth were occurred at initial pH 2.0 with the percentages of 95% and 93%, respectively. Optimal dosages of rice husk (50 g/L) and water hyacinth (10 g/L) were suitable contact time interval for adsorption equilibrium at 360 min. The kinetics followed a pseudo second-order. Correlation coefficient (R2) of rice husk adsorbent used in both Langmuir equation isotherm and Freundlich equation isotherm (0.9946, 0.9445) were higher than R2 of water hyacinth adsorbent (0.8043, 0.8109). Rice husk was the best adsorbent followed Langmuir’s equation isotherm and adsorption mechanism was a chemisorption. Moreover, the characteristics of textile dyeing industrial wastewater using rice husk adsorbent were decreased from 178 to 85 mg/L (TSS), 1,883 to 1,430 mg/L (TDS), 95 to 48 mg/L (BOD) and 445 to 292 mg/L (COD), respectively. Hence, rice husk and water hyacinth could be applied for dye removal in wastewater treatment.

แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับการพัฒนา เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยได้ทาการเปรียบเทียบแนวคิดและตัวชี้วัดในการดาเนินงานของแนวคิดทั้งสี่ รวมถึงหาแนวทางในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งผลการศึกษา พบว่า แนวคิดทั้งสี่มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน แต่การเชื่อมโยงของแนวคิดแต่ละแนวคิดมีไม่ครบถ้วน กล่าวคือ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะเน้นในด้าน คน โลก ความเจริญ ความสงบ และหุ้นส่วนความร่วมมือ แต่แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนนั้น เน้นในด้านของ คน และ โลก เท่านั้น ในส่วนของแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เป็นแนวคิดที่เน้นในด้านของการอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว พบว่า ได้มีการให้ความสนใจอย่างครบถ้วนทั้งห้าด้าน ในการศึกษาตัวชี้วัดความสามารถของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศพบว่า การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไม่ได้พิจารณาถึงขอบเขตและข้อจากัดในการดาเนินงาน กล่าวคือ กฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ ซึ่งการที่จะทาให้แนวคิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสบความสาเร็จ การดาเนินงานนั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ

บรรจุภัณฑ์อาหารต้านจุลินทรีย์จากพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผสมนํ้ามันหอมระเหย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

ในอดีต อันตรกิริยาระหว่างอาหารกับบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมีความเชื่อว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของอาหาร แต่ในปัจจุบัน หลายงานวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่าการเกิดอันตรกิริยาบางอย่างระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพของอาหาร อีกทั้งยังสามารถชะลอการเสื่อมเสียของอาหารได้ ดังนั้นเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์จึงเป็นหนึ่งในแนวคิดที่เหนี่ยวนำให้เกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์ในขณะที่รักษาคุณภาพทางโภชนาการ คุณสมบัติรวมทั้งความปลอดภัยของอาหารไว้ไม่เปลี่ยนไป โดยสารเติมแต่งที่นิยมใช้เพื่อเป็นสารต้านจุลินทรีย์เป็นสารกลุ่มนํ้ามันหอมระเหยซึ่งได้จากการสกัดสารสำคัญทางธรรมชาติจากพืช โดยสารเหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั้งในกลุ่ม เชื้อรา ยีสต์และแบคทีเรีย ซึ่งทำให้อาหารเสื่อมเสียและสามารถก่อโรคได้ ส่วนพลาสติกชีวภาพนั้นเป็นวัสดุที่มีแนวโน้มจะนำมาใช้เพื่อทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมในอนาคต ในเชิงพาณิชย์นั้นได้มีการนำเอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารเนื่องจากมีสมบัติทางกลที่ดีพร้อมทั้งยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกจากปิโตรเลียมพร้อมทั้งยืดอายุของอาหารที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ นักวิจัยหลายกลุ่มจึงได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพต้านจุลินทรีย์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทความนี้ได้กล่าวถึง ข้อมูลเบื้องต้นของพลาสติกชีวภาพ การเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายของสารต้านจุลินทรีย์จากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารรวมไปถึงเทคโนโลยีการใช้สารต้านจุลินทรีย์ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพกับอาหารประเภทต่างๆ

การระบายและการแพร่กระจายของโลหะในฝุ่นจากอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

ประเด็นสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาในระดับท้องถิ่นที่สาคัญ คือ ขั้นตอนการเผาที่ขาดระบบควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความเข้มข้นของฝุ่นและโลหะในฝุ่นที่ระบายออกจากขั้นตอนการเผาที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงและการแพร่กระจายของสารมลพิษในบรรยากาศด้วยแบบจาลอง AERMOD โดยเลือกโรงงานเครื่องปั้นดินเผาแห่งหนึ่งในอาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษา ตัวอย่างฝุ่นถูกเก็บที่ปล่องระบายของเตาเผาตลอดขั้นตอนการเผา จานวน 2 รอบการผลิต และวิเคราะห์ปริมาณฝุ่นด้วยวิธีกราวิเมตริก จากนั้นวิเคราะห์ปริมาณโลหะในฝุ่นทั้งหมด 15 ชนิด ด้วยเครื่อง ICP-OES ผลพบว่า มีความเข้มข้นของฝุ่นเฉลี่ย เท่ากับ 131 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และพบโลหะ 8 ชนิด ได้แก่ Fe Al Zn Mg Ni Cr Mn และ Cu ส่วนผลการคาดการณ์ด้วยแบบจาลอง พบว่า ฝุ่นมีการแพร่กระจายสอดคล้องกับผังลมของพื้นที่ โดยพบความเข้มข้นของฝุ่นสูงสุด 24 ชั่วโมง (เฉลี่ยสองรอบการผลิต) ไม่เกินค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ในบรรยากาศ ส่วนโลหะที่เป็นอันตราย (Cr Mn และ Ni) ไม่เกินเกณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพ

การผลิตพลาสติกชีวภาพพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตจากน้ามันปาล์ม โดยใช้เชื้อ Pseudomonas aeruginosa TISTR 1287

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

โดยใช้น้ามันปาล์มเป็นแหล่งคาร์บอน ของ Pseudomonas aeruginosa TISTR 1287 ทาการทดลองโดยแปรผันความเข้มข้นของน้ามันปาล์มในอาหารเลี้ยงเชื้อเริ่มต้นที่ 0.50, 0.75, 1.00, 1.50 และ 2.00 % โดยน้าหนักต่อปริมาตร (ค่าความเป็นกรดด่าง 6.90) ทาการทดลองแบบกะในตู้บ่มเขย่า ที่อุณหภูมิ 30๐C ความเร็วรอบ 180 รอบต่อนาที จากผลการทดลองพบว่า ความเข้มข้นของน้ามันปาล์มนั้น มีผลต่อการเจริญเติบโต และน้าหนักเซลล์แห้งของ P. aeruginosa TISTR 1287 โดยที่ความเข้มข้น 0.75% โดยน้าหนักต่อปริมาตร มีปริมาณน้าหนักเซลล์แห้งสูงสุด เท่ากับ 2.33 กรัม ต่อลิตร ในชั่วโมงการหมักที่ 44 นอกจากนี้ช่วงระยะเวลาของการหมักอาหารนั้นยังมีผลต่อการผลิตและการสะสม พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตของแบคทีเรีย โดยปริมาณและผลผลิตพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตที่สกัดได้ จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการหมักที่มากขึ้นและเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ระยะเวลาการหมัก 72 ชั่วโมง มีปริมาณ พอลิไฮดรอกซีอัลคา- โนเอต 0.65 กรัมต่อลิตร (38.01%) เมื่อนาเซลล์แบคทีเรียไปวิเคราะห์ผ่านกล้องจุลทรรศน์ฟลูออเรสเซนต์ พบว่าเซลล์แบคทีเรียมีการเรืองแสงสีแดงของสีย้อม Nile red ได้ชัดเจน ในขณะเดียวกันก็สามารถเห็นลักษณะของพอลิไฮดรอก-ซีอัลคาโนเอตที่แบคทีเรียสะสมไว้ในรูปของเแกรนูลสีขาวอย่างชัดเจน เมื่อนาไปส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน จากผลการทดลอง จึงสรุปได้ว่า P. aeruginosa TISTR 1287 สามารถใช้น้ามันปาล์มเป็นแหล่งคาร์บอนเพื่อผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตได้

การจัดการมูลฝอยจากตลาดสดและเศษวัสดุสีเขียวภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

งานวิจัยนี้เป็นการจัดการมูลฝอยอินทรีย์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปการหมุนเวียนธาตุอาหาร เพื่อศึกษาข้อมูลการจัดการมูลฝอยจากตลาดสดและภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยศึกษาสมบัติทางกายภาพ และเคมี จากผลการศึกษาพบว่า ตลาดสดเทศบาลเมืองปัตตานีมีปริมาณมูลฝอยเฉลี่ย 2.00 ตันต่อวัน มีความหนาแน่น 0.70 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีองค์ประกอบเรียงตามลำดับคือ เศษผัก ร้อยละ 53.78 เศษผลไม้ร้อยละ 19.56 และเศษกระดาษร้อยละ 15.33 มีความชื้นร้อยละ 86. 78 ภายในตลาดสดมีการคัดแยกมูลฝอยและนำไปเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ เลี้ยงปลาดุก เป็ด และแพะ ส่วนเศษวัสดุสีเขียวภายในมหาวิทยาลัยเกิดจากกิจกรรมตัดหญ้า ตกแต่งกิ่งไม้ และการปรับภูมิทัศน์ มีปริมาณเฉลี่ย 300.00 กิโลกรัมต่อวัน มีแนวทางการจัดการ 3 แนวทางคือ การหมักทำปุ๋ย เทกองกลางแจ้ง และเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่ใช้วิธีการเทกองให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ จึงต้องใช้เนื้อที่มาก ดังนั้น การนำเศษวัสดุอินทรีย์จากตลาดสดเทศบาลเมืองปัตตานีและภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีมาหมักร่วมกัน จึงเป็นแนวทางการจัดการมูลฝอยอินทรีย์และได้สารปรับปรุงคุณภาพดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชซึ่งปริมาณธาตุอาหารหลัก พบว่า มีค่าเกินค่ามาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปริมาณไนโตรเจนร้อยละ 1.31 ฟอสฟอรัสร้อยละ 1.63 และโพแทสเซียมร้อยละ 0.56 ดังนั้นจึงสามารถนำมาเป็นสารปรับปรุงคุณภาพดินได้

ศักยภาพการเกิดก๊าซชีวภาพจากนํ้าชะขยะ กรณีศึกษาบ่อขยะไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาศักยภาพการเกิดก๊าซชีวภาพจากนํ้าชะขยะในระบบบ่อปรับเสถียร พื้นที่บ่อขยะไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยเก็บตัวอย่างนํ้าจากบ่อปรับเสถียรในพื้นที่ ทั้งหมด 4 จุด คือ บ่อปรับเสถียรที่ 1 บ่อปรับเสถียรที่ 2 บ่อปรับเสถียรที่ 3 และบ่อปรับเสถียรที่ 4 จากผลการศึกษาพบว่า บ่อปรับเสถียรสามารถบำบัดปริมาณสารอินทรีย์ในนํ้าเสียในรูปซีโอดีในนํ้าชะขยะได้ โดยปริมาณสารอินทรีย์ในนํ้าเสียในรูปซีโอดี ที่สามารถลดได้จากระบบ เริ่มต้น 3,700 มิลลิกรัมซีโอดีต่อลิตร หลังบำบัด 825 มิลลิกรัมซีโอดีต่อลิตร หรือมีประสิทธิภาพในการกำจัดปริมาณสารอินทรีย์ในนํ้าเสียในรูปซีโอดี 77 เปอร์เซนต์ เนื่องจากนํ้าชะขยะนั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อน และไม่ได้ผ่านการปรับสภาพเบื้องต้น ทำให้จุลินทรีย์ในระบบย่อยสลายสารอินทรีย์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบำบัดไม่สูงนัก ในด้านศักยภาพการผลิตก๊าซมีเทนจากบ่อปรับเสถียรบ่อที่ 1 ถึง บ่อที่ 4 สามารถวิเคราะห์ศักยภาพการผลิตก๊าซมีเทนได้ 0.30, 0.25, 0.19 และ0.14 ลิตรของมีเทนต่อมิลลิกรัมซีโอดีกำจัด ตามลำดับ ดังนั้นสรุปได้ว่า บ่อปรับเสถียรสามารถกำจัดปริมาณสารอินทรีย์ในนํ้าเสียในรูปซีโอดี ไนโตรเจน แอมโมเนีย และมีศักยภาพในการผลิตก๊าซมีเทนได้ นอกจากนี้ระบบบ่อปรับเสถียรยังมีต้นทุนการก่อสร้างและเดินระบบที่ตํ่า

คุณภาพนํ้าผิวดินบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

คุณภาพนํ้าผิวดินบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อำเภออุทัยและอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากคลองหนองไม้ซุง คลองกุ่มหรือคลองโคกมะยม คลองช่องสะเดาและคลองโพธิ์ จำนวน 10 จุดเก็บตัวอย่าง ในเดือนเมษายน เดือนสิงหาคม และเดือนธันวาคม โดยวิเคราะห์ทางกายภาพ ทางเคมี และทางชีวภาพ ซึ่งประกอบด้วย ความเป็นกรด-ด่าง อุณหภูมิ (องศาเซลเซียส) ปริมาณออกซิเจนละลายนํ้า (มก./ล.) ปริมาณความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (มก./ล.) แอมโมเนียไนโตรเจน (มก./ล.) ไนเตรทไนโตรเจน (มก./ล.) แมงกานีส (มก./ล.) โคลิฟอร์มแบคทีเรีย (MPN/100 มล.) และฟีคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรีย (MPN/100 มล.) ผลการวิจัยพบว่า ค่าดัชนีคุณภาพนํ้าอยู่ในช่วง 45 – 71 ซึ่งผลการประเมินคุณภาพนํ้าผิวดินอยู่ในระดับดีสำหรับจุดเก็บตัวอย่าง SW8 ส่วนในจุดเก็บตัวอย่างนํ้าอื่นอยู่ในระดับเสื่อมโทรม และพบว่าคุณภาพนํ้าในแหล่งนํ้าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพนํ้าผิวดินประเภท 2 - 4 ข้อมูลคุณภาพนํ้าที่ได้เป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวัง ติดตามคุณภาพนํ้า และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการนํ้า

การผลิตก๊าซชีวภาพจากเทคโนโลยีบาบัดน้าเสีย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสียในปัจจุบันถือได้ว่ามีความแพร่หลาย เนื่องจากสามารถได้ประโยชน์ถึงสองทาง คือ การบาบัดน้าเสีย และการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่จาเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสียที่นิยมในปัจจุบัน คือ 1) บ่อหมักโมดิฟายด์โคเวอร์ลากูน (Modified Covered Lagoon 2) บ่อหมักแบบซีเอสทีอาร์ (Completely Stirred Tank Reactor, CSTR) 3) ระบบตะกอนเร่งแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Activated Sludge, AAS) 4) ระบบแบบตรึงฟิล์มจุลินทรีย์ (Anaerobic Fixed Film) 5) ระบบ Fluidized Bed 6) ระบบ Anaerobic Hybrid Reactor 7) ระบบยูเอเอสบี (Upflow Anaerobic Sludge Blanket, UASB) 8) ระบบอีจีเอสบี (Extended Granular Sludge Bed, EGSB) 9) ระบบไอซี (Internal Circulation, IC) เนื่องจากทุกระบบถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ควบคุมระบบได้ง่าย มีตะกอนออกจากระบบน้อย อีกทั้งยังสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของน้าเสียได้เป็นอย่างดี แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินระบบต่า ทาให้สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตก๊าซชีวภาพและบาบัดน้าเสียพร้อมกัน นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสีย ยังถือได้ว่าเป็นกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM; Clean Development Mechanism) เพื่อให้เกิดการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน และนาไปสู่การขายคาร์บอนเครดิตหรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดลงได้ต่อไป

คาร์บอนเครดิตอีกหนึ่งบทบาทของพลังงานชีวมวล

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

จากมาตรการการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้ทั่วโลกหันมาสนใจมองหาแหล่งเชื้อเพลิงสะอาด ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่ได้รับความนิยมก็คือเชื้อเพลิงสะอาดจากชีวมวล สืบเนื่องมาจากชีวมวล มีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนามาเปลี่ยนรูปให้ได้เชื้อเพลิงเทียบเคียงเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ (Carbon Zero) สาหรับในประเทศไทยชีวมวลเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการผลิตได้ภายในประเทศ การเปลี่ยนรูปชีวมวลเพื่อให้ได้พลังงานใช้ภายในประเทศจะช่วยลดการนาเข้าและทาให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงมุ่งเน้นให้ข้อมูลและความรู้ในด้านมาตราการการเก็บภาษีคาร์บอน เทคโนโลยีการเปลี่ยนรูปชีวมวลเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ และศักยภาพการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศไทย

Possibility study for water reutilization of the biodiesel refinery in Thailand

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

The specific characteristic of wastewater from the palm oil refinery is the oil contamination. The optimum condition of oil-water separation was studied under various operations. Increasing of the wastewater treatment system efficiency with the suitable operation of an oil scum skimmer regard to the suitable effluent quality for utilization. In recent times, water reutilization has applied for water management planning in various organization. The possibility of water reutilization planning was evaluated under various factors. Furthermore, the questionnaire was developed to survey the attitude about water reutilization. This is an important parameter for design the suitable water reutilization option. In this study, it was found that the oil-water separation should be operated under the pH 4.0-5.9 with retention time around 4-5 days. This was an optimum condition for oil scum skimmer pretreatment. The treated wastewater quality was calculated to find the alternative reutilize options. This was investigated with the user acceptance for water reutilization application. It was found that around 90 percent of respondent agreed with applying of water reutilization in the company. This would be investigated with water quality, water volume, and economic factor. The evaluated result presented that the treated water could be reutilized or reused for combine activity option. This option can be reduced 433.97 baht/day from the conventional cost of water supply operation in the company.

การสังเคราะห์โมโนแคลเซียมฟอสเฟตโมโนไฮเดรตอย่างง่ายและรวดเร็ว จากเปลือกหอยทราย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

โมโนแคลเซียมฟอสเฟตโมโนไฮเดรต Ca(H2PO4)2•H2O (MCPM) สามารถสังเคราะห์ได้ง่าย รวดเร็ว เครื่องมือราคาถูก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยปฏิกริยาระหว่างเปลือกหอยทรายบดและกรดฟอสฟอริกที่อุณหภูมิที่เกิดขึ้นเองของปฏิกิริยาเป็นเวลา 25 นาที ได้วิเคราะห์ผงของแข็งที่เตรียมได้ด้วยเทคนิค XRD และ ATR-FTIR ผลของ XRD และATR-FTIR ยืนยันว่าผงของแข็งที่เตรียมได้เป็นผลึกระบบ แอนอทิค และปรากฏพีคการสั่นของหมู่ H2PO4- ไอออน และโมเลกุลของ H2O การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพบว่ามีปริมาณแคลเซียม 15.78 % ปริมาณฟอสฟอรัส 24.6 % และปริมาณของน้า 24.20 % ผลการวิเคราะห์เหล่านี้ ยืนยันว่าผงของแข็งที่เตรียมได้เป็น Ca (H2PO4)2•H2O

การศึกษาสมบัติทางกายภาพและประสิทธิภาพในการลดค่าเวลาการสะท้อนกลับของเสียง (Reverberation time: RT30) ของแผ่นอัดจากชานอ้อย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาแผ่นอัดจากชานอ้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพและประสิทธิภาพของแผ่นอัดในการลดค่าเวลาการสะท้อนกลับของเสียง (Reverberation time: RT30) โดยศึกษาชิ้นทดสอบที่มีอัตราส่วนเส้นใยชานอ้อยต่อวัสดุประสานที่อัตราส่วน 1:2 1:3 และ 1:4 โดยน้าหนัก จากการศึกษาสมบัติทางกายภาพ คือ การพองตัวเมื่อแช่น้า และการดูดซึมน้าตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.876-2547) พบว่า สมบัติการพองตัวเมื่อแช่น้า และการดูดซึมน้ามีแนวโน้มลดลง เมื่ออัตราส่วนของวัสดุประสานเพิ่มมากขึ้น โดยที่อัตราส่วน 1:2 มีสมบัติการพองตัวเมื่อแช่น้าเกินค่ามาตรฐาน คือ เกินร้อยละ 12 ส่วนสมบัติการดูดซึมน้าผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกอัตราส่วน คือ ไม่เกินร้อยละ 80 และจากการศึกษาประสิทธิภาพในการลดค่าเวลาการสะท้อนกลับของเสียง (Reverberation time: RT30) ของแผ่นอัดจากชานอ้อย พบว่า ทุกอัตราส่วนมีประสิทธิภาพในการลดค่า RT30 ในช่วงความถี่ 1000 Hz มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 75 โดยอัตราส่วน 1:3 และอัตราส่วน 1:4 มีแนวโน้มการลดลงของค่า RT30 ไปในทิศทางเดียวกัน คือ เมื่อความถี่เพิ่มมากขึ้นประสิทธิภาพในการลดค่า RT30 ลดลง

การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกระบวนการผลิตเส้นยางยืด ด้วยเทคโนโลยีสะอาด

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกระบวนการผลิตเส้น ยางยืดด้วยเทคโนโลยีสะอาด โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจทางด้านเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อมเพื่อนาข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการดาเนินงานในระหว่าง ปี พ.ศ. 2553 – 2555 ของกระบวนการผลิตเส้นยางยืด จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกระบวนการผลิตเส้นยางยืดด้วยหลักการของเทคโนโลยีสะอาด จากการศึกษาการดาเนินงานของกระบวนการผลิตเส้นยางยืดด้วยการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ พบว่า การใช้พลังงานและการใช้น้าเป็นตัวชี้วัดที่มีค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจสูงและต่าที่สุดตามลาดับ และเมื่อวิเคราะห์แนวโน้มของประสิทธิภาพชิงนิเวศเศรษฐกิจด้วยกราฟ Snapshot พบว่า การใช้ไฟฟ้า การใช้น้า และ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกระบวนการผลิตเส้นยางยืดนั้นอยู่ในระดับ Fully Non-Eco-Efficiency ซึ่งเป็นระดับที่การเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจที่ลดลงควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น จากนั้นจึงประยุกต์ใช้หลักการของเทคโนโลยีสะอาดมาพัฒนาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของกระบวนการผลิตเส้นยางยืด พบว่า การจัดอบรมด้านการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้าแก่พนักงานและการนาน้าล้างชิ้นสุดท้ายกลับมาใช้ใหม่เป็นแนวทางที่ทางโรงงานเส้นยางยืดสามารถดาเนินการได้ทันทีและไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

การประเมินแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

ในปี พ.ศ. 2558 ภาครัฐได้ประกาศใช้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2558–2579) ซึ่งปรับปรุงมาจากแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555–2564) ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแผนฉบับใหม่ให้ประสบผลสาเร็จจาเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลการดาเนินงานที่ผ่านมา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกฉบับเดิมต่อการใช้พลังงานทดแทนภายในประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2552–2557 ตามตัวแบบประเมินบริบท–ปัจจัยนาเข้า–กระบวนการ–ผลผลิต (CIPP Model) โดยการเก็บข้อมูลทางสถิติ การสัมภาษณ์ และการสัมมนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมีความสอดคล้องกับบริบท ภาครัฐมีโครงสร้างการบริหารและกรอบการลงทุน รวมถึงมีวิธีดาเนินงานที่สามารถขับเคลื่อนแผนได้ดี มีการติดตามและปรับปรุงแผนอยู่อย่างสม่าเสมอ สถิติได้รายงานว่าปริมาณการใช้พลังงานทดแทนสูงกว่าเป้าหมายรายปีและมีแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนที่จะบรรลุตามเป้าหมายที่ 25% ในปี พ.ศ. 2564 อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงต้องทาการส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทนต่อไปทั้งด้านเทคโนโลยีและการสร้างจิตสานึกการใช้งานเพื่อให้ขับเคลื่อนแผนมีความก้าวหน้า มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

Identification of bacteria and yeast communities in a Thai sugary kefir by Polymerase Chain Reaction-Denaturing Gradient Gel Electrophoresis (PCR-DGGE) analyses

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

The microbial diversity of Thai sugary kefir was identified for the first time by Polymerase Chain Reaction-Denaturing Gradient Gel Electrophoresis (PCR-DGGE) analysis. The V3 regions of 16S bacterial rDNA and 18S rDNA of yeasts in both kefir grains and kefir fermentates were analyzed. Acetic acid bacteria Gluconobacter japonicus and Bacillus cereus were identified with 99% similarity to the GenBank database. Other bacteria species, including Lactobacillus rhamnosus, were also identified with less than 97% similarity. Two yeast species, namely Saccharomyces cerevisiae, Candida ethanolica, were identified with 99% similarity to the GenBank database. Sugary kefir grains and fermentates have higher diversity of bacteria communities than yeast communities. In comparison with the microorganisms found in sugary kefir cultured in different parts of the world, Lactobacillus paracasei, Lactobacillus rhamnosus, Bacillus cereus, and Saccharomyces cerevisiae were the common species also found in a Thai kefir. This study is the first time to find the yeast Candida ethanolica in sugary kefir. Morphology of sugary kefir grains revealed that bacteria and yeasts spread throughout the grains. Yeast communities are located on the outer portion of kefir grains and the bacterial communities are located on the inner portion of kefir grains.

Efficiency Improvement of Aluminum Recycling Process

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

Aluminum has been used as a raw material in the automotive, aerospace, cookware and construction industries, including daily appliances. The manufacturing of aluminum ingot from aluminum scraps involves the recycling process where the aluminum scraps are melted and recast together with the modification of chemical composition. Since the recycling process has to account some operations to prepare and manage the scraps, the process is generally ineffective in terms of time and activities related. This in turn leads to the increased waiting time and cycle time of the process. This research therefore aims at increasing the efficiency of aluminum recycling process with emphasizing on the cycle time reduction. The ECRS technique and 5W1H activity analysis were employed to eliminate wastes in each operation of the process. The casting techniques were used to reduce scarp melting time which shared the largest portion of the whole production time. After the process improvement, wastes can be eliminated, thus increasing the efficiencies of man and machines from 34.12% and 59.46% to 50.68% and 61.95%, respectively. The average production cycle time can be reduced from 25.91 hours to 20.13 hours, thus saving the manufacturing cost by 421,327.65 baht accordingly.

Optimizing Condition for Manufacturing the Binderless Particleboard by Response Surface Methodology

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

Central composite design and response surface methodology were applied to study effect of conditions in forming and to optimize a condition for manufacturing the binderless particleboard. The sample panels were produced using a hot pressing machine. From the experiment, it was found that pressing time and temperature significantly affected the internal bond strength, modulus of rupture and water absorption. With increasing the pressing time and temperature clearly decreased the water absorption but increased the internal bond strength, modulus of rupture. However, at very high pressing time and temperature it was also found that the internal bond strength and modulus of rupture gradually reduced. In addition, regression models fitted of the internal bond strength, modulus of rupture and water absorption were used to optimize the condition for manufacturing the binderless particleboard with thickness 6 mm. The optimal condition found was the pressing time 25 minutes and temperature 207 oC. Likewise, the binderless particleboard made with this condition had good mechanical and physical properties that closely matched the model predictions.

Factors Affecting Water Absorption Behavior of Wood-Plastic Composites

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

Wood-Plastic Composites (WPCs) are the environmentally friendly materials or the green building materials. However, due to the hydrophilic nature of fiber or wood flour, the overall performance of the WPCs is reduced when exposed to water or humidity in the environment. Factors affecting water absorption behavior of the composites included with wood flour contents, wood species, wood flour sizes, compatibilizer, temperatures, and plastic types. It is well known that the increasing the addition of wood flour in the composites resulted in an increase of the water absorption. The composites produced from larger wood particles had clearly higher moisture absorption and infiltration coefficient than the composites produced from smaller particles. Likewise, when temperature increased, the water uptake of the composite materials also enhanced. Furthermore, the results of the water absorption also affected the mechanical and physical performances, which decreased strength and stiffness of the composites, but increased the swelling. Therefore, this academic review article would greatly facilitate the researchers and developers as well as WPCs manufacturers. They can use and apply these information and knowledge to develop and improve the WPCs for resisting the environmental weathering and water immersion.

Wastewater Treatment by SBR Zeolite-Chitosan

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

This research aims to determine the amount of zeolite-chitosan adsorbent and comparatively study efficiencies of SBR and SBR zeolite-chitosan systems for removals of ammonium (NH4-N) and chemical oxygen demand (COD). The ratio between aerated and unaerated period was 6:2 and the sludge retention time (SRT) was controlled at 10 days. Synthetic wastewater having COD values between 500 and 1300 mg/L was used. Results found that the maximum adsorption capacity (qm) of NH4-N was 13.15 mg/g for zeolite-chitosan adsorbent. The NH4-N removal efficiencies at different the average initial COD concentration of 510, 1010 and 1280 mg/L were 76, 73 and 71% respectively in the SBR zeolite-chitosan system and 65, 65 and 60% respectively in the SBR system. As well, efficiencies for COD removal of SBR-zeolite-chitosan system were 83, 94 and 94% at average initial COD concentration of 510, 1010 and 1280 mg/L, respectively. The COD removal efficiency of SBR system was 78, 91 and 91% at average initial COD concentration of 510, 1010 and 1280 mg/L, respectively. It was clear that the SBR zeolite-chitosan system yielded better and stable treatment efficiency than conventional SBR system.

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ