วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การวิเคราะห์ Moderated Mediation Model ด้วยโปรแกรม PROCESS

อื่นๆ

ตัวแปรคั่นกลางคือตัวแปรที่ซ่อนเร้นเชื่อมโยงตัวแปรต้นทางและปลายทางได้เอาไว้ อาจมีเพียงตัวแปรเดียวหรือหลายตัว กรณีมีตัวแปรคั่นกลางหลายตัวยังอาจเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต้นทางแบบขนานหรือแบบอนุกรมขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานเรื่องนั้นจนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรใดบ้าง ทั้งนี้หากผู้วิจัยสนใจที่จะทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ของเส้นทางในตัวแบบการคั่นกลาง ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ผ่านตัวแบบการกำกับอิทธิพลการคั่นกลาง (moderated mediation model)

การศึกษาสมรรถนะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาสหกิจศึกษา จากสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม

อื่นๆ

บทความวิจัยเรื่อง การศึกษาสมรรถนะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาสหกิจศึกษาจากสถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อศึกษาสมรรถนะที่พึงประสงค์ของนักศึกษาสหกิจศึกษา ภาควิชาการจัดการเทคโนโลยี การผลิตและสารสนเทศ กลุ่มตัวอย่างคือ สถานประกอบการที่ให้ความร่วมมือกับภาควิชาในการรับนักศึกษาเข้าไป ฝึกงาน และอีกส่วนมาจากสถานประกอบการที่มีขอบข่าย ตรงกับหลักสูตรของภาควิชาที่จะสามารถจัดนักศึกษา ออกไปฝึกงานรวมทั้งสิ้น 100 แห่ง ผลการวิจัยพบว่า แบบสอบถามที่สมบูรณ์มีเพียงร้อยละ 94 สถานประกอบการ ส่วนใหญ่ยินดีรับนักศึกษาสหกิจ และจากการประเมินของผู้ตอบแบบสอบถาม 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหาร หรือ หัวหน้าฝ่ายบุคคล และกลุ่มวิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค กลุ่มผู้ประเมินทั้งสองกลุ่ม มีความต้องการนักศึกษา ที่มีคุณลักษณะด้านทัศนคติและพฤติกรรม โดยเน้นมากที่สุดคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ค่าเฉลี่ยความต้องการรวม 2 กลุ่มอยู่ที่ระดับมาก (4.42) รองลงมาคือ ด้านทักษะ มีค่าเฉลี่ยความต้องการระดับปานกลาง (3.55) และ คุณลักษณะด้านความรู้ของนักศึกษา มีค่าเฉลี่ยความต้องการระดับปานกลาง (3.52)

การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ของการลงทุนทางการศึกษาของบัณฑิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและผลประโยชน์ส่วนบุคคลทั้งทางตรงและทางอ้อมอัตราผลประโยชน์ส่วน บุคคล และสัดส่วนต้นทุนระหว่างผู้เรียนกับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นบัณฑิตรุ่นปีการศึกษา 2545-2548 ในสาขา วิศวกรรมศาสตร์จำนวน 318 คน ผลการวิจัยพบว่า ต้นทุนส่วนบุคคลทางตรง ต้นทุนส่วนบุคคลทางอ้อมและต้นทุนทางสังคมมี ค่าเฉลี่ยต่อคน เท่ากับ 281,951.09 บาท 230,842.90 บาท และ 181,450.13 บาท ตามลำดับ มีอัตราผลประโยชน์ส่วนบุคคลทางตรง กรณีเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วประกอบอาชีพทั่วไป มากกว่ากรณีเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ประกอบอาชีพรับราชการ ส่วนผลประโยชน์ส่วนบุคคลทางอ้อมที่สำคัญเป็นอันดับ 1 ได้แก่การที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน ร่วมงานหรือหน่วยงาน และต้นทุนส่วนบุคคลทางตรงระหว่างผู้เรียนกับมหาวิทยาลัย มีสัดส่วนเท่ากับ 6.08 : 3.92

วิธีการจัดการความเครียดของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด วิธีการจัดการ ความเครียด และปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียดของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 478 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมินความเครียดของ กรมสุขภาพจิต ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีความเครียดอยู่ในระดับปกติร้อยละ 51.43 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดอันดับหนึ่ง คือ กลัวอ่านหนังสือไม่ทัน ร้อยละ 89.7 อันดับสอง คือ กลัวทำข้อสอบไม่ได้ ร้อยละ 89.5 วิธีการจัดการความเครียดที่ใช้กันมากอันดับ หนึ่ง คือ ดูหนัง ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ร้อยละ 97.5 อันดับสองคือ ทำจิตใจให้สงบ ยอมรับสถานการณ์ ปล่อยวาง ปลงให้ได้ ร้อยละ 90.2 ปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียด อันดับหนึ่ง คือ ขี้เกียจและง่วงนอนอยู่เสมอ ร้อยละ 73.4 เมื่อเปรียบเทียบระดับ ความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาการจราจร ปัญหาสภาพแวดล้อม พบว่าไม่มีความ แตกต่างกัน ส่วนการเปรียบเทียบระดับความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัญหาการสอบ การคบเพื่อน ความรัก ครอบครัว สุขภาพ ด้านการเงิน และด้านการงาน พบว่า มีระดับความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาหลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ทุกแขนงวิชา ทุกชั้นปีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 208 คน ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่1 ปีการศึกษา 2549 วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามโดยแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) ทดสอบสมมติฐานเพื่อการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีScheffe โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูป SPSS ผลการวิจัย พบว่า 1. นักศึกษามีความคิดเห็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. เปรียบเทียบความ คิดเห็นของนักศึกษาระหว่างแขนงวิชาในภาพรวมและรายองค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบพฤติกรรม การเรียนของนักศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ทดสอบความแตกต่าง พบว่า นักศึกษาแขนงวิชาเครื่องมือ วัดและควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่านักศึกษาแขนงวิชาโทรคมนาคมในองค์ประกอบสภาพแวดล้อม นักศึกษาแขนงวิชา คอมพิวเตอร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่าแขนงวิชาโทรคมนาคมในองค์ประกอบพฤติกรรมการเรียน

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่7 (พ.ศ. 2535 – 2539) กับแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่8 (พ.ศ. 2540 – 2544) ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในช่วงต้นแผนถึงปลายแผน ของแผนฯ 7 และแผนฯ 8 เพื่อศึกษาศักยภาพและสมรรถนะของสถาบันฯ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนพัฒนาของสถาบันฯ ต่อไปในอนาคต ซึ่งผลการประเมินสรุปได้ดังนี้ ในแผนฯ 7 สถาบันฯ รับนักศึกษาใหม่ต่ำกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 45.42 ในขณะที่ช่วงแผนฯ 8 สถาบันฯ รับนักศึกษาใหม่ ต่ำกว่าเป้าหมายเพียงร้อยละ 9.5 การผลิตบัณฑิตช่วงแผนฯ 7 สถาบันฯ ผลิตบัณฑิตต่ำกว่าเป้าหมาย ร้อยละ 24.93 ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำร้อยละ 85.26 และช่วงแผนฯ 8 การผลิตบัณฑิตต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 27.28 และผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำเพียงร้อยละ67.48 เนื่องจากในช่วงแผนฯ 8 ประเทศ ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้การจ้างงานลดลง การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ในช่วงแผนฯ 7 แล้วเสร็จ 8 หน่วยงาน แผนฯ 8 แล้วเสร็จ 3 หน่วยงาน จำนวนบุคลากรมีการเพิ่มในจำนวนที่ใกล้เคียงกันด้านการวิจัย ช่วงแผนฯ 8 สถาบันฯ สามารถสรรหาแหล่งทุนได้มากกว่าแผนฯ 7 โดยวงเงินเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 66.23 ในช่วงแผนฯ 8 สถาบันฯ ให้บริการวิชาการแก่สังคมสูงกว่าช่วงแผนฯ 7 มากถึงร้อยละ 383.86 โดยเฉพาะประเภทการตรวจสอบ และทดสอบผลจากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 7 กับฉบับที่ 8 พบว่า ในการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 8 สถาบันฯ ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนามากขึ้น การกำหนดเป้าหมายได้มีการพิจารณาศักยภาพโดย รวมของสถาบันฯมากขึ้น คำสำคัญ : เปรียบเทียบ , ผลสัมฤทธิ์, แผนพัฒนา

แบบการเรียนของนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

อื่นๆ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี วิทยาลัยเทคโนโลยี อุตสาหกรรมและนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับแบบการเรียนของนักศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี ที่ลงทะเบียนเรียนในปีการศึกษา 2548 จำนวน 1,077 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่ได้รับการพัฒนามาจากแบบสอบถามแบบการเรียนของกราชาและไรซ์แมน (Grasha and Reichmann) จำนวน 6 แบบ ได้แก่ แบบ อิสระ แบบหลีกเลี่ยง แบบร่วมมือ แบบพึ่งพา แบบแข่งขัน และแบบมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่าในภาพรวมนักศึกษาส่วนใหญ่ใช้แบบการเรียนแบบพึ่งพา สูงสุด เมื่อจำแนกตามระดับชั้นปี พบว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ชอบใช้แบบการเรียนแบบมีส่วนร่วมสูงสุด ชั้นปีที่ 2 ชอบใช้แบบการเรียน แบบพึ่งพาสูงสุด ชั้นปีที่ 3 ใช้แบบการเรียนทั้งแบบร่วมมือและแบบมีส่วนร่วมสูงสุด ชั้นปีที่ 4 ใช้แบบการเรียนแบบร่วมมือสูงสุด และนักศึกษาทุกชั้นปี ใช้แบบการเรียนแบบหลีกเลี่ยงต่ำสุด นักศึกษาเห็นว่าปัญหาส่วนใหญ่ เกิดจากตัวนักศึกษาไม่ตั้งใจเรียนโดยเฉพาะ อย่างยิ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 2, 3, และ 4 ส่วนนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประสบปัญหา คือ เรียนบางวิชาเรียน ไม่รู้เรื่องเพราะไม่เข้าใจที่อาจารย์สอน วิธีการสอนที่เหมาะสมกับแบบการเรียนของนักศึกษาตามข้อเสนอแนะของนักศึกษาส่วนใหญ่ คือ การสอนหลาย ๆ แบบผสมผสานกัน นอกจากนี้การจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมควรสอดคล้องกับแบบการเรียนของนักศึกษาทั้งด้านผู้เรียน อาจารย์ผู้สอน สื่อการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล ตามแนวคิดการจัดการเรียนการสอนและคำนึงถึงปัญหาที่นักศึกษา ประสบจากแบบการเรียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้น

การใช้ประโยชน์ด้านพลังงานกลจากน้ำเก็บสะสมที่มีอยู่บนอาคาร

อื่นๆ

บทความนี้เป็นการศึกษาวิจัยถึงการนำน้ำทิ้งที่ได้กักเก็บไว้บนอาคารมาแปรรูปแบบเป็นพลังงานกล เพื่อให้เห็นถึงการ ใช้ประโยชน์จากพลังงานที่ยังมีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นรูปแบบของพลังงานทดแทน โดยที่กำลังงาน และ ประสิทธิภาพที่ได้จะมีการแปร เปลี่ยนไปตามตัวแปรต่างๆ กังหันน้ำแบบจำลองได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับน้ำที่กักเก็บไว้บนอาคารชั้นต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนขนาด ลำน้ำที่เข้าขับกังหัน และปรับวาล์วควบคุมการไหลของน้ำเพื่อควบคุมอัตราการไหลของน้ำที่ทำให้ได้หัวน้ำ 50 % ของระดับความ สูงของน้ำขึ้นไป ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ได้กำลังงานถ่ายเทสูงขึ้น แต่ความเร็วรอบของกังหันต่ำลงเมื่อใช้หัวฉีดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ได้กำลังงานถ่ายเทสูงขึ้นตามตำแหน่งมุมในการปรับวาล์วมากขึ้นและระดับความสูงของน้ำเพิ่มขึ้น กำลังงานที่กังหันส่งออกที่ระดับ ความสูงของน้ำ 4 m ได้สูงสุดประมาณ 20 W ที่ระดับความสูงของน้ำ 7 m ได้สูงสุดประมาณ 43 W , ที่ระดับความสูงของน้ำ 10 m ได้สูงสุดประมาณ 78 W และที่ระดับความสูงของน้ำ 13 m ได้สูงสุดประมาณ 115 W สำหรับหัวฉีดขนาดเล็ก ค่าประสิทธิภาพ โดยรวมของกังหันมีแนวโน้มสูงขึ้น เมื่อ มีการปรับวาล์วให้อัตราการไหลของน้ำสูงขึ้น แต่จะค่อนข้างคงที่เมื่ออัตราการไหลของ น้ำสูงๆ ค่าประสิทธิภาพโดยรวมของกังหันสูงสุดเมื่อใช้หัวฉีดขนาดที่เหมาะสม

การศึกษาการบริหารและจัดการหลักสูตรสถาบันราชภัฏสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ โปรแกรมวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ก่อสร้าง) ระดับปริญญาตรี (หลังอนุปริญญา) หลักสูตรพุทธศักราช 2543

อื่นๆ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและคณาจารย์เกี่ยวกับสภาพการบริหารหลักสูตรและ การจัดการเรียนการสอน หลักสูตรสถาบันราชภัฏ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ โปรแกรมวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ก่อสร้าง) ระดับ ปริญญาตรี (หลังอนุปริญญา) หลักสูตรพุทธศักราช 2543 และเปรียบเทียบสภาพการบริหารหลักสูตรและสภาพการจัดการเรียน การสอนที่ปฏิบัติจริงกับที่ควรปฏิบัติ โดยศึกษาความคิดเห็น จากผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏจำนวน 39 คน และคณาจารย์ ผู้สอนโปรแกรมวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ก่อสร้าง) 52 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารหลักสูตร ด้านการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอาจารย์ และด้านการประกันคุณภาพการศึกษามี การปฏิบัติจริงในระดับมาก สำหรับระดับที่ควรปฏิบัติ พบว่าควรปฏิบัติในระดับมากที่สุด ด้านการเตรียมความพร้อมและพัฒนา อาจารย์ 2. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารหลักสูตร ในระดับที่ปฏิบัติจริงกับระดับที่ควรปฏิบัติ พบว่าใน ระดับที่ปฏิบัติจริงต่ำกว่าระดับที่ควรปฏิบัติในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. สภาพการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียนมีการ ปฏิบัติจริงในระดับมาก สำหรับระดับที่ควรปฏิบัติ พบว่าควรปฏิบัติในระดับมากทุกด้าน 4. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนการสอนในระดับที่ปฏิบัติจริงกับระดับที่ควรปฏิบัติ พบว่า ในระดับที่ปฏิบัติจริงต่ำกว่าระดับที่ควรปฏิบัติในทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษา : กรณีศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

งานวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันอุดมศึกษา : กรณีศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ควรให้ความสำคัญเป็น ลำดับแรกในเรื่องต่างๆ ดังนี้ นโยบายหลักของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สายวิชาการ (สาย ก) ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานด้านการสอน การวิจัย และพัฒนา และการบริการวิชาการ นโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สายสนับสนุนวิชาการ (สาย ข, สาย ค) ควรส่งเสริมการ พัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง หลักการหาความจำเป็นของการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ควรใช้วิธีการสำรวจความต้องการพัฒนาจากผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่มีภาระหน้าที่ในการหาความจำเป็นของการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์คือ ผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรมี วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะและศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มาตรการในการวางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควร กำหนดให้มีการจัดทำกรอบภาระงานของบุคลากรแต่ละตำแหน่งให้ชัดเจน การกำหนดความสำคัญของการวางแผนการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ควรคำนึงถึงนโยบายของหน่วยงาน การเตรียมการเพื่อปฏิบัติตามแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรใช้วิธี การศึกษาข้อมูลความต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบกลุ่มของบุคลากรสายวิชาการ (สาย ก) ควรจัดในรูปแบบการอบรม การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบกลุ่มของบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ (สาย ข, สาย ค) ควรจัดในรูปแบบการอบรม เช่นกัน การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบรายบุคคลของบุคลากร สายวิชาการ (สาย ก) ควรจัดในรูปแบบการศึกษาต่อ การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แบบรายบุคคลของบุคลากรสาย สนับสนุนวิชาการ (สาย ข, สาย ค) ควรจัดในรูปแบบการอบรม การประเมินผลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควรใช้วิธีการพิจารณา ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ได้รับมอบหมายทั้งในเชิงปฏิบัติและคุณภาพจากผู้บังคับบัญชา

ความพึงพอใจของคณาจารย์ในงานวิเทศสัมพันธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

เกล้าพระนครเหนือที่มีต่องานวิเทศสัมพันธ์ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถามความพึงพอใจ 5 ด้าน คือ ด้าน ความสะดวก รวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้มาติดต่องานกับเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ ด้านคุณลักษณะของเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ ด้านสถานที่และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานวิเทศสัมพันธ์ ไปยังกลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัย ซึ่งเป็นอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ทำหน้าที่สอนจำนวน 100 ท่าน จากจำนวนทั้งสิ้น 195 ท่านใน 9 ภาควิชา ได้รับแบบสอบถามคืนจำนวน 85 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 85% แล้วทำการ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถาม โดยใช้สถิติหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของคณาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่มีต่องานวิเทศสัมพันธ์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คือ ด้านความสะดวก รวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ( X = 3.51) ด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้มาติดต่องานกับเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ ( X = 3.97) ด้านคุณลักษณะของเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ ( X = 3.83) และมีความ พึงพอใจในระดับปานกลาง คือ ด้านประชาสัมพันธ์ ( X = 3.13) และด้านสถานที่และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานวิเทศ สัมพันธ์ ( X = 3.27)

ศึกษาแรงจูงใจต่อการเข้าศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแรงจูงใจของนักศึกษาต่อการเข้าศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตของวิทยาลัย เทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเพื่อศึกษาภูมิหลังและโอกาสในการสำเร็จการศึกษา ของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 ทุกสาขาวิชาที่กำลังศึกษาใน ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2548 จำนวน 262 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (Chi-Square) เปรียบเทียบความแตกต่างด้วย สถิติทดสอบค่าที (t-test) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) ทดสอบสมมติฐานเพื่อการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ ระดับ 0.05 โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/FW ผลการวิจัยพบว่า 1. แรงจูงใจของนักศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยแรงจูงใจด้านความมุ่งหมายของการศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านอื่นๆ อยู่ในระดับมาก คือ ด้านหลักสูตรหรือสาขาวิชา ด้านบทบาทของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และด้านเหตุผล ส่วนตัว 2. โอกาสในการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับภูมิหลังของนักศึกษาด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของ ครอบครัว และสาขาวิชาที่เข้าศึกษา แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับภูมิหลังด้านเพศและสถานศึกษาเดิมของนักศึกษา 3. การ เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแรงจูงใจของนักศึกษาที่เป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ กลุ่มเพศ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัวที่แตกต่างกันไม่ทำให้แรงจูงใจของนักศึกษาแตกต่างกัน

การศึกษาเพื่อนิยามหลักจริยธรรมในความเห็นของนักศึกษาในสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

อื่นๆ

การศึกษาเพื่อหานิยามความหมายของหลักจริยธรรมในกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันนี้ เพื่อเป็นแนวทางใน การแก้ไขปัญหาจริยธรรมและปัญหาในกลุ่มเยาวชนที่เกิดขึ้นซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยกำหนดกลุ่มประชากร 102 คน ประกอบด้วยนักศึกษาที่ผ่านการเข้าค่ายอบรมเกี่ยวกับจริยธรรมกับสถาบันฯ 27 คน และเพื่อนของนักศึกษาในกลุ่มแรก 75 คน ผลการศึกษาพบว่าหลักจริยธรรม 23 ข้อที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นหลักพฤติกรรมที่เป็นจริยธรรมที่พึงปฏิบัติและนักศึกษา ส่วนใหญ่มองว่าหลักจริยธรรมทุกข้อมีความสำคัญและมีความสำคัญมาก แต่ประมาณ ร้อยละ 10 มองว่าหลักจริยธรรมบางข้อไม่ มีความสำคัญ ซึ่งหากมีนักศึกษาที่มีความคิดเช่นนี้เพิ่มขึ้นก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นว่า สังคมมีปัญหาจริยธรรมที่รุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ประชากรทั้งหมดให้ความคิดเห็นถึงหลักจริยธรรมที่มีปัญหาในกลุ่ม เยาวชน ประกอบด้วย ความมีเหตุผล ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์สุจริต ความยุติธรรม ความกตัญญู การเคารพผู้ใหญ่ และ ความสุภาพเรียบร้อย ในประเด็นการส่งเสริมจริยธรรมพบว่าปัจจัยจากภายใน(ความเป็นปัจเจก)และปัจจัยภายนอกหรือ อิทธิพลของคนรอบข้างมีอิทธิพลกับหลักจริยธรรม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงควรนำเสนอหลักจริยธรรมบางประการที่ นักศึกษาคิดว่าไม่เป็นปัญหารุนแรงและให้ความสำคัญมากเพื่อนำร่องให้นักศึกษาใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นและให้สามารถ ขยายไปสู่หลักจริยธรรมข้อต่อไป

การศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

อื่นๆ

วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในเรื่องกลไกการดำเนินงาน การมีส่วน ร่วมของบุคลากร และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ บุคลากร ของวิทยาลัยที่ปฏิบัติงานอยู่ในปี พ.ศ. 2547 จำนวน 139 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานเพื่อการวิจัยระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 โดยใช้โปรแกรม SPSS/FW ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของบุคลากรในด้านกลไกการดำเนินงานและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก ในการเปรียบเทียบความคิดเห็นของบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนวิชาการไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ 0.05 และบุคลากรส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษามากกว่าร้อยละ 60 แต่ยังมี ความต้องการให้มีการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างทั่วถึง

การศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รุ่นปีการศึกษา 2543

อื่นๆ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ รุ่นปีการศึกษา 2543 และเปรียบเทียบความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต จำแนกตามคณะและประเภทของ นายจ้าง ผลการวิจัยพบว่า นายจ้างมีความพึงพอใจต่อบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รุ่นปีการศึกษา 2543 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการนำความรู้ไปใช้ในการทำงาน ด้านความรู้พื้นฐานที่ส่งผลต่อการ ทำงาน และด้านคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพ ส่วนการเปรียบเทียบความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต จำแนกตามคณะพบว่า นายจ้างมีความพึงพอใจต่อบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์ ประยุกต์ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม และวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่แตกต่างกันในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับการเปรียบเทียบความพึงพอใจของนายจ้างต่อบัณฑิต จำแนกตามประเภทของ นายจ้างพบว่านายจ้างของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจกับนายจ้างของหน่วยงานเอกชน มีความพึงพอใจต่อบัณฑิต แตกต่าง กันในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนายจ้างของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจมีความพึง พอใจต่อบัณฑิตมากกว่านายจ้างของหน่วยงานเอกชน

การวิเคราะห์เกณฑ์ที่ใช้ประเมินผลการสอนโดยนักศึกษา

อื่นๆ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลการสอน โดยนักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิธีการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับเกณฑ์ ที่ใช้ในการประเมินผลการสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ระดับปริญญาตรี 4 ปีและ 2-3 ปีต่อเนื่อง ในภาคเรียนที่ 1/2545 จำนวน 773 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยในขั้นตอนที่ 1 ได้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ ในประเมินผลการสอน ขั้นตอนที่ 2 ประเมินผลความคิดเห็นที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้เป็น ข้อคำถามเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินผลการสอน ผลการประเมินในขั้นตอนที่ 2 พบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกับผล ความคิดเห็นที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 ผลการวิจัยได้เกณฑ์ประเมินผลการสอนโดยนักศึกษา 6 ด้าน จำนวน 23 ข้อ

การศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกการเรียนรู้พื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรม 1 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม

อื่นๆ

ณิตศาสตร์ และการสอนที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับการสอนตามปกติสำหรับรายวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรม 1 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี 4 ปี หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 9 สาขาวิชา ที่ สอบเข้าเรียนได้ในปีการศึกษา 2546 จำนวน 136 คน และที่สมัครเข้าร่วมโครงการปรับความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ในช่วง ก่อนเปิดภาคเรียน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การทดสอบทั้งในส่วนของคะแนนความรู้พื้นฐานและคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ตรวจสอบความก้าวหน้าทางการเรียนโดยการคำนวณคะแนนผลต่างระหว่างคะแนนพื้นฐานที่สอบก่อนใช้ชุดแบบฝึกปรับพื้น ฐานความรู้ และหลังการใช้ชุดแบบฝึกดังกล่าว และหาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับคะแนนพื้นฐานที่ ผ่านการปรับพื้นฐานแล้ว คำนวณค่าสถิติพื้นฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนความรู้พื้นฐานก่อน-หลังการใช้แบบฝึก ทักษะการเรียนรู้ ด้วยสถิติทดสอบที (t-test) และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนความรู้พื้นฐานที่ได้รับการปรับแล้วกับ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson s product moment) นำเสนอ ความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์และเส้นโปรไฟล์(profile) การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดนี้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows 12.0 ผลการวิจัยสรุปได้คือ 1.ผลการปรับพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ ของนักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรม ชั้นปีที่ 1 ด้วยการใช้ แบบฝึกการเรียนรู้เพื่อปรับพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ พบว่า กลุ่มนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้พื้นฐานเพิ่มขึ้นจาก ก่อนการเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2.ความก้าวหน้าทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์วิศวกรรม 1 ของ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่สอนโดยวิธีปกติร่วมกับการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีคะแนนเฉลี่ย 14.39 จาก คะแนนเต็ม 40 คะแนน มีความสัมพันธ์ทางบวก (0.656) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) กับคะแนนความรู้พื้นฐาน ลักษณะดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงหลักฐานประการหนึ่งว่านักศึกษามีความก้าวหน้าทางคณิตศาสตร์ในรายวิชาคณิตศาสตร์ วิศวกรรม 1 ซึ่งเป็นผลมาจากการสอนที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเสริมการสอนตามปกติ

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ