วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

อิทธิพลขนาดคละของมวลรวมที่ส่งผลต่อกำลังรับแรงอัดและการชะละลายโลหะหนักของคอนกรีตมวลเบาผสมเศษของเสียเมลามีน

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลขนาดคละเศษของเสียเมลามีนต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์ โดยใช้เป็นวัสดุมวลรวมละเอียดในการแทนที่ทรายร้อยละ 25 โดยนํ้าหนัก โดยมีอัตราส่วนวัสดุประสานต่อมวลรวมละเอียดเท่ากับ 1.0 และ อัตราส่วนนํ้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.5 และควบคุมความหนาแน่นของคอนกรีตสด 1,300 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การแทนที่ทรายด้วยเศษเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่ากับ FM1.25 FM1.0 FM0.75 และ FM0.5 การศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของงานวิจัยประกอบด้วย กำลังรับแรงอัด การดูดซึมนํ้าและการชะละลายโลหะหนัก ผลการศึกษาพบว่า การแทนที่ทรายด้วยเศษของเสียเมลามีนร้อยละ 25 ส่งผลให้กำลังรับแรงอัดและการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาเพิ่มขึ้น โดยที่เศษของเสียเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่า FM0.75 แสดงค่ากำลังรับแรงอัดสูงสุด อีกทั้งค่าการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาลดลงตามค่าโมดูลัสความละเอียดของเศษของเสียเมลามีนที่เพิ่มขึ้น สำหรับการชะละลายโลหะหนักของเศษของเสียเมลามีนในคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์มีค่าไม่เกินมาตรฐาน U.S.EPA และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 6 เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

แนวทางการนำกากคอนกรีตกลับมาใช้ประโยชน์

วิศวกรรมโยธา

ปัจจุบันกากของเสียอุตสาหกรรม มีปริมาณมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือปัญหาสภาวะแวดล้อม เนื่องจากกากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะโลกร้อนและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก เป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจและเร่งหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่นิยมใช้ในการบำบัดและกำจัดโดยหลัก คือ วิธีการฝังกลบ ซึ่งวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งกากคอนกรีตเป็นของเสียอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งมีการขยายตัวมากขึ้นตามภาวะการณ์ก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ ดังนั้นกระบวนจัดการกากคอนกรีตจึงมีความจำเป็นที่ควรเลือกใช้กระบวนการที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด วิธีการที่สนับสนุนให้ใช้ในการกำจัดกากคอนกรีตคือ วิธี 3 R ได้แก่ R1.Reduce คือ การลดการใช้ การบริโภค ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง ลดการก่อให้เกิดของเสีย R2. Reuse การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซํ้า และ R3. Recycle คือ การนำสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ไปจัดการด้วยกระบวนการต่าง ๆ แล้วแปรรูปเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งจากการทดสอบคุณสมบัติของหิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว โดยทดสอบคุณสมบัติด้านขนาดคละ และปริมาณฝุ่น ผลทดสอบที่ได้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตได้ และจากการออกแบบการทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้หิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว แทนการใช้หิน และทรายใหม่ ในส่วนผสมคอนกรีต โดยทดลองในสัดส่วนร้อยละ 0 20 40 และ 60 ซึ่งพิจารณาจากผลทดสอบด้านคอนกรีตสด และคอนกรีตแข็งตัวแล้ว จากผลการทดลองได้ค่าสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้ร้อยละ 20-40%

เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ ในงานอาคารสูง

วิศวกรรมโยธา

โดยทั่วไปฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ได้นําไปใช้ในการรองรับนํ้าหนักของตัวโครงสร้างในอาคารสูงโดยทําหน้าที่ถ่ายนํ้าหนักจากโครงสร้างเสาลงสูงเสาเข็ม เนื่องจากฐานรากคอนกรีตในอาคารสูงโดยทั่วไปมีขนาดที่ใหญ่มาก จึงมีความหนาสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการแตกร้าวของคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากความแตกต่างอุณหภูมิความร้อนของคอนกรีตที่สูงขึนระหว่างที่ผิวบนและแกนกลางคอนกรีต บทความวิชาการนี้ได้แสดงกรณีศึกษาเทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ในงานอาคารสูง ฐานรากขนาดใหญ่นีมีความกว้าง 30.1 เมตร ยาว 34.7 เมตร และมีความหนา 2.5 เมตร รองรับน้ำหนักตัวอาคารทีมีความสูง 146 เมตร (จํานวน 40 ชัน) และมีสระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้า วิธีการก่อสร้างในงานเทคอนกรีตฐานรากขนาดใหญ่ได้แสดงไว้ในบทความนี้ด้วย โดยใช้คอนกรีตความร้อนตําในปริมาณทีสูงถึง 2,850 ม3 ในการเทฐานราก ทําการวัดอุณหภูมิของฐานรากคอนกรีตจนถึงอายุ 7 วัน ซึ่งมีการบ่มด้วยฉนวน ผลการตรวจสอบพบว่าคอนกรีตความร้อนตํ่าที่ใช้เถ้าถ่านหินเป็นส่วนผสมให้อุณหภูมิความร้อนสูงสุดเท่ากับ 76.4 องศาเซลเซียส นอกจากนีความแตกต่างของอุณหภูมิที่ผิวและแกนกลางของฐานราก คอนกรีตมีค่าไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นไปตามข้อกําหนดของรายการประกอบแบบโครงสร้าง และพบว่าฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่นี้ไม่เกิดปัญหาการแตกร้าวเนื่องจากอุณหภูมิของคอนกรีตที่สูงขึ้น เมื่อใช้เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ด้วยวิธีนี้

Biocementation through Microbial Calcium Carbonate Precipitation

วิศวกรรมโยธา

Biocementation through microbial carbonate precipitation is a new branch of microbial geotechnology that deals with the applications of microbiological methods to produce cemented materials used in engineering. The primary consideration of these applications is to improve the geophysical properties of soil so that it will be suitable for construction and environmental purposes. The applications of biocementation would require an interdisciplinary research at the confluence of microbiology, ecology, geochemistry, civil and environmental engineering. This new field has the potential to meet society s expanding needs for innovative treatment processes that improve soil engineering properties. This paper presents an overview of biocementation, particularly through microbial calcium carbonate (CaCO3) precipitation, and non-destructive geophysical techniques for real-time monitoring of soil engineering properties. Focus is then narrowed to an example of laboratory-scale test of biocementation of sandy soil and measurement of strength development by shear wave velocity (Vs). Other analytical results included microscopic imaging by scanning electron microscope (SEM) and identification of CaCO3 precipitation presented in biocemented sand by X-ray diffactometer (XRD) were discussed. Potential advantages and envisioned applications of biocemented soil improvement are identified.

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ