วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การประยุกต์ใช้เทคนิค Hybrid DEA-TOPSIS สำหรับการคัดเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นแท่งเชื้อเพลิง

วิศวกรรมเครื่องกล

กระบวนการตัดสินใจในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนยากต่อการตัดสินใจเพราะว่ามีปัจจัยหรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ในการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด เริ่มจากการกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญของเชื้อเพลิงอัดแท่ง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกกำหนดให้เป็นตัวแปรนำเข้าและตัวแปรผลผลิตในเทคนิค DEA (เป็นปัจจัยหรือเกณฑ์สำหรับเทคนิค TOPSIS) ส่วนชนิดของถ่านอัดแท่งจากวัสดุทางการเกษตรจะถูกกำหนดให้เป็นหน่วยผลิตสำหรับเทคนิค DEA (เป็นทางเลือกสำหรับเทคนิค TOPSIS) หลังจากนั้นเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ได้ถูกนำมาใช้สำหรับการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด โดยในกรณีศึกษาที่ 1 มีจำนวนทางเลือก 23 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ความชื้น เถ้า สารระเหย คาร์บอนคงตัว และค่าความร้อน ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 0.863 และ 0.932 ตามลำดับ สำหรับกรณีศึกษาที่ 2 มีจำนวนทางเลือก 7 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ ค่าความร้อน คาร์บอนคงตัว และความชื้น ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 1 เท่ากันดังนั้นวิธีที่นำเสนอในงานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรสำหรับการนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งได้

การประเมินสมรรถนะของตัวเก็บรังสีแบบแผ่นเรียบ ด้วยการวิเคราะห์พลังงานและเอกเซอร์จี

วิศวกรรมเครื่องกล

การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์มีบทบาทกับการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากพลังงานชนิดนี้เป็นพลังงานสะอาดปราศจากมลพิษและใช้ได้ไม่มีวันหมดสิ้น สามารถช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานประเภทฟอสซิลที่ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาการเพิ่มการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่ออุณหภูมิโลก สำหรับประเทศไทยพลังงานรังสีอาทิตย์เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทหนึ่งที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน โดยมีการใช้ตัวเก็บรังสีอาทิตย์เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญในการแปลงรูปพลังงานรังสีที่ตกกระทบให้เป็นความร้อน ความสามารถในการเปลี่ยนรูปพลังงานของตัวเก็บรังสีอาทิตย์นั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นในการออกแบบระบบผลิตพลังงานความร้อน ในบทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลวิธีการวิเคราะห์ความสามารถของตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบแผ่นเรียบที่มีความนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางโดยใช้หลักการวิเคราะห์ตามกฎข้อที่หนึ่งและการวิเคราะห์เอกเซอร์จีที่อยู่บนพื้นฐานของกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบแผ่นเรียบของประเทศไทยให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น สามารถเพิ่มความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่กำหนดโดยกระทรวงพลังงาน

อิทธิพลของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล และส่วนผสมทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งเหล็กกล้าคาร์บอนตํ่าด้วยกระบวนการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม

วิศวกรรมเครื่องกล

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล โครงสร้างจุลภาค และส่วนประกอบทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งด้วยกรรมวิธีการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม โดยทำการเปรียบเทียบความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมที่ 5-15 เมตร/นาที จากการทดลองพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม 15 เมตร/นาที มีค่าความแข็งสูงสุดที่ 885.87 HV และลดลงตามความเร็วลวดเชื่อม เมื่อพิจารณาถึงการสึกกร่อนของแนวเชื่อมพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมที่ 10 เมตร/นาที มีอัตราการสึกกร่อนตํ่าสุดที่ 0.123 กรัม/นาที จากการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและส่วนประกอบทางเคมีพบว่าแนวเชื่อมที่เชื่อมด้วยความเร็วในการเติมลวด 15 เมตร/นาที มีการกระจ่ายตัวของอลูมิเนียมมากกว่าเหล็กมีลักษณะโครงสร้างจุลภาคแบบยูเทคติก FeAl สลับกับโครงสร้างลาเมลลายูเทคติก FeAl2 และมีรอยแตกร้าวในแนวเชื่อม แต่เมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมพบว่าแนวเชื่อมมีปริมาณเหล็กสูงกว่าอลูมิเนียมเกิดโครงสร้างจุลภาคยูเทคติก FeAl ลักษณะคล้ายเข็มจากปฎิกิริยายูเทคติกขึ้นแทรกกระจายตัวบนโครงสร้างของ FeAl3 และไม่พบรอยแตกร้าวในแนวเชื่อมเมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม

การประยุกต์ใช้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์อย่างยั่งยืน

วิศวกรรมเครื่องกล

การพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การประยุกต์ใช้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สู่ความยั่งยืน โดยการใช้หลักการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นในการสร้างดุลยภาพในมิติเชิงเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมิติสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติเชิงสังคมสู่ความยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จาเป็นต้องผลักดันให้ภาคการผลิตมีความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ให้เติบโตและเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นฐานของประเทศและอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต การนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือการจัดการให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหลักการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านธุรกิจควบคู่กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และปล่อยมลพิษของเสียน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทาให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต

แนวทางการออกแบบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลอากาศอย่างง่าย สำหรับการทดสอบเครื่องยนต์

วิศวกรรมเครื่องกล

ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์ ผู้วิจัยมักต้องการต้องเก็บข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุดเพื่อการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำ ปริมาณอากาศที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ส่งผลต่อแรงบิดและกำลังที่เครื่องยนต์สามารถสร้างได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ นักวิจัยที่จะต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการวัดอัตราการไหลอากาศของเครื่องยนต์ อุปกรณ์วัดอัตราการไหลแบบกล่องอากาศ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานกันอย่างทั่วไป ราคาถูก ใช้หลักการพื้นฐานทางวิศวกรรม สร้างขึ้นใช้งานเองได้ง่ายและมีความถูกต้องใน ระดับที่ยอมรับได้ โดยบทความนี้สรุปเอาหลักการทำงานพื้นฐานของแผ่นออริฟิต มานอมิเตอร์และสมการเบอร์นูรีย์ รวมไปถึง สมการต่างๆ ที่จำเป็นและแสดงเป็นลำดับขั้นสำหรับการคำนวณหาขนาดของกล่องอากาศที่เหมาะสมกับการทดสอบเครื่องยนต์ หนึ่งๆ ได้

การสร้างตาข่ายสามเหลี่ยมสำหรับระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และไฟไนต์วอลุ่ม

วิศวกรรมเครื่องกล

เทคนิคการสร้างตาข่ายได้ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายสำหรับงานด้านวิศวกรรมรวมถึงงานที่สัมพันธ์กับแบบจำลองทาง ฟิสิกส์ที่สามารถอธิบายได้โดยสมการเชิงอนุพันธ์ย่อย บทความนี้อธิบายกระบวนการสร้างสามเหลี่ยมเดอลอนเน่ในสองมิติอัน ประกอบด้วยเทคนิควิธีการสร้างตาข่าย เทคนิคการสร้างจุดต่อ เทคนิคการทำให้ตาข่ายสม่ำเสมอ และเทคนิคการปรับตัวได้โดย อัตโนมัติ อัลกอริทึมที่ถูกนำเสนอสามารถสร้างตาข่ายสำหรับรูปทรงเรขาคณิตใด ๆ ทั้งโดเมนอย่างง่ายและโดเมนที่ประกอบด้วย หลายขอบเขต เทคนิคดังกล่าวจะสร้างตาข่ายขึ้นมาใหม่โดยขึ้นกับผลลัพธ์ที่ได้จากการจำลองโดยใช้ตาข่ายของระเบียบวิธีไฟไนต์ เอลิเมนต์และไฟไนต์วอลุ่ม โดยที่เอลิเมนต์ในบริเวณที่อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์มากจะมีขนาดเล็กลง และเอลิเมนต์ใน บริเวณที่อัตราการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์น้อยจะมีขนาดโตขึ้น สุดท้ายสมรรถนะของกระบวนการสร้างตาข่ายสามเหลี่ยมแบบไร้ ระเบียบจะถูกประเมินบนโดเมนที่มีขอบเขตอย่างง่ายและที่มีหลายขอบเขตของปัญหาทางกลศาสตร์การคำนวณต่าง ๆ

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ