วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

แบบจำลองสภาพจราจรระบบขนส่งสาธารณะ: กรณีศึกษาเมืองภูเก็ต

วิศวกรรมอุตสาหการ

จังหวัดภูเก็ตมีประชากรประมาณ 4 แสนคน แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการเดินทางในพื้นที่ส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล 60% การใช้รถโดยสารสาธารณะมีปริมาณน้อยเพียงแค่ 6.6% ภาครัฐจึงมีแนวคิดในการยกระดับพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประยุกต์แบบจำลองเพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเมืองภูเก็ต โดยการจำลองสภาพจราจรในระดับจุลภาคด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ VISSIM กรณีศึกษานี้เลือกการให้บริการรถโดยสารสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เส้นทางที่ 2 จากตลาดสี่มุมเมืองถึงห้างซุปเปอร์ชีป ซึ่งการพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการในอนาคตจะเลือกรูปแบบที่มีความเป็นไปได้ภายใต้โครงสร้างทางปัจจุบัน ประกอบด้วย การศึกษาผลกระทบปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น การปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ และการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถให้เป็นเส้นทางการเดินรถระยะสั้น ทั้งนี้การศึกษาผลกระทบโดยแบบจำลองพิจารณาจากระยะเวลาการเดินทางจากต้นทางถึงปลายทาง ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่าย และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะ จากผลการวิเคราะห์พบว่า การที่ปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่ายลดลง 8.6% สถานการณ์ที่มีการปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะและเส้นทางการเดินรถระยะสั้น สามารถลดระยะเวลาการเดินทางจากเดิมได้ประมาณ 5 นาที 49 วินาทีต่อคัน (หรือลดลง 5.6%) และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 นาที

อิทธิพลของความเอียงต่อการเก็บกู้สินแร่ดีบุกด้วยโต๊ะสั่นแบบแห้ง

วิศวกรรมอุตสาหการ

โต๊ะสั่นแบบแห้ง อาศัยหลักการความแตกต่างของความถ่วงจำเพาะสามารถแต่งสินแร่ดีบุกออกจากทรายได้ตามกระบวนการทางวิศวกรรมเหมืองแร่ โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับความเอียงของโต๊ะ แรงเสียดทานระหว่างเม็ดแร่และผิวของโต๊ะ แนวลูกขั้น กระบวนการSegregation ซึ่งผลการทดลองพบว่าความเอียงตามแนวแกนX,Y = 3,5 องศาเป็นการทดลองที่ให้ผลเปอร์เซ็นต์การเก็บกู้สินแร่ดีบุกมากที่สุด ผลการทดลอง ถูกนำมาสร้างแบบจำลองสมการปริภูมิสามมิติ เพื่อใช้ในการสร้างแผนผังกระบวนการการไหลของโปรแกรมต่อไปในอนาคต โดยจะพัฒนาให้สามารถใช้พร้อมกันหลายยูนิต สำหรับการแต่งแร่ดีบุกที่มีปริมาณมากขึ้น โดยจะควบคุมโต๊ะสั่นด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้าในท้ายที่สุด

แนวทางสำหรับการปรับปรุงคุณภาพถ่านหินเกรดตํ่าด้วยเทคนิค “NP & P Separation” Guideline for Upgrading of A Low Grade Coal by “NP & P Separation” Technique

วิศวกรรมอุตสาหการ

ถ่านหินที่มีคุณภาพสูงมักจะถูกเลือกนำไปใช้ก่อน ในขณะที่ถ่านหินคุณภาพต่ำซึ่งปนกับมลทินกลุ่มทรายยังคงรอการ ปรับปรุงคุณภาพเพื่อใช้ในอนาคต ปัจจุบันการแต่งแร่ถ่านหินคุณภาพต่ำใช้หลากหลายวิธีเช่น เครื่องแต่งจิ๊ก ไฮโดรไซโคลน โต๊ะ สั่น สไปรัลคลาสสิฟายเออร์ เครื่องแต่งแร่ด้วยมัชฌิมหนัก หรือการลอยแร่ บทความนี้จะเสนอเทคนิค “NP&P SEPARATION” ซึ่ง ได้ถูกพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อเป็นการแยกถ่านหินออกจากทรายอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์คือ สามารถแยกมลทินทราย ออกจากถ่านหิน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากน้ำมันเครื่องใช้แล้ว ค่าความร้อนที่เพิ่มขึ้นของถ่านหินหลังการปรับปรุงคุณภาพ สามารถประยุกต์ใช้ในการขนส่งถ่านหินด้วยระบบปั๊มป์ และเม็ดถ่านหินจะไม่เปี ยกน้ำซึ่งมักเป็นเหตุให้ค่าความร้อนลดลง สุดท้ายนี้ เทคนิคนี้ยังรอคอยผู้สนใจนำไปทดสอบกับแร่ตัวอื่นดั่งในกรณีของการแยกหินเชลล์ออกจากหินน้ำมันที่มี เคโรซีนเคลื่อบผิวแร่จน ทำให้มีสภาพของผิวแร่แบบไม่เปี ยกน้ำ อย่างไรก็ตามการประยุกต์เทคนิคนี้ในระดับอุตสาหกรรมยังต้องศึกษาต่อไป

การประยุกต์ใช้แผ่นใยไม้อัดเป็นฝ้าเพดานกันความร้อน

วิศวกรรมอุตสาหการ

บทความนี้เป็นการนำเสนอความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้แผ่นใยไม้อัดเป็นฝ้าเพดานเพื่อกันความร้อน แทนการใช้ แผ่นยิปซัมที่เมื่อเลิกใช้งานแล้วจะกลายเป็นขยะซึ่งย่อยสลายได้ยากและเป็นพิษ จากผลการทดสอบสมบัติเชิงกายภาพ เชิงกล และ เชิงความร้อนของแผ่นใยไม้อัดจากเส้นใยไม้ยางพาราเปรียบเทียบกับแผ่นยิปซัม พบว่า แผ่นใยไม้อัดจากไม้ยางพารามีความ เหมาะสมสำหรับเป็นฉนวนกันความร้อน เนื่องจากมีค่าการนำความร้อนต่ำกว่าแผ่นยิปซัมถึง 7 เท่า จึงสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวน กันความร้อนได้ดีกว่าแผ่นยิปซัม อีกทั้งยังมีความแข็งแรงมากกว่าด้วย แต่มีข้อเสียคือ เปอร์เซ็นต์การพองตัวของแผ่นใยไม้อัดมี มากกว่าแผ่นยิปซัม จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงหรือมีโอกาสเปียกน้ำได้ง่าย

การพัฒนาเนื้อดินปั้นสโตนแวร์ ด้วยดินขาวและดินพื้นบ้าน

วิศวกรรมอุตสาหการ

การพัฒนาเนื้อดินปั้นสโตนแวร์ ด้วยดินขาวและดินพื้นบ้านมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของดิน พื้นบ้านและทดลองหาอัตราส่วนผสมระหว่างดินพื้นบ้าน ดินขาวลำปาง และทราย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากตาราง สามเหลี่ยมได้ส่วนผสม 36 สูตร ศึกษาสมบัติทางกายภาพหลังการเผาที่อุณหภูมิ 850 และ 1,230 องศาเซลเซียส บรรยากาศ ออกซิเดชันและทดลองขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ด้วยการปั้นแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่าส่วนผสมที่เหมาะสมคือส่วนผสมที่ 5 มี ส่วนผสมของดินพื้นบ้านร้อยละ 60 ดินขาวลำปางร้อยละ 20 และทรายร้อยละ 20 มีคุณสมบัติทางกายภาพหลังการเผาที่ อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส มีการหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.86 การดูดซึมน้ำเฉลี่ยร้อยละ 17.68 ความแข็งแรงเฉลี่ย 7.14 กิโลกรัมต่อ ตารางเซนติเมตร ทนไฟที่อุณหภูมิ 850 สามารถได้ อุณหภูมิ 1,230 องศาเซลเซียสมีการหดตัวเฉลี่ยร้อยละ 13.57 การดูดซึมน้ำ เฉลี่ยร้อยละ 6.27 ความแข็งแรงเฉลี่ย 35.98 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร สามารถทนไฟอุณหภูมิ 1,230 ได้ สามารถใช้ผลิต ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาประเภทสโตนแวร์ได้

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ