วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาและเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามัน

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำตะกอนประปากับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันมาสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์ เพื่อคัดเลือกอัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมะสม โดยแปรผลจากการพัฒนากำลังรับแรงอัด และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนหล่อแข็งจีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ ภายหลังการบ่มสูงสุด 60 วัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระดับโครงสร้างจุลภาคได้แก่ เทคนิค XRF XRD และSEM ผลการวิจัยสรุปได้ว่า อัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์เท่ากับ 2.50 (อัตราส่วนที่ใช้ในการทดสอบคือ 1.77 2.00 2.50 และ 3.00) สามารถเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ภายใต้ปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันได้ และให้กำลังรับแรงอัดสูงที่สุดเท่ากับ 40.56 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ส่วนการใช้เทคนิค XRD และ SEM แสดงการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอะลูมิโนซิลิเกต สามารถบ่งบอกการเกิดปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันและผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ได้ สรุปได้ดังนี้ เทคนิค XRD พบโครงสร้างผลึกของสารประกอบ Sodium Aluminum Silicate Hydrate (Na96Al96Si96O384.216H2O; NASH) แทนที่พีกของ Quartz และ Potassium Aluminum Silicate (KAlSi2O6) ตลอดการเลี้ยวแบนของรังสีที่มุม 2 theta เทคนิค SEM แสดงลักษณะพื้นผิวของจีโอพอลิเมอร์ มีลักษณะเป็นเจลหรือผลึกมีรูปทรงแตกต่างกัน ซ้อนทับหลายชั้น กระจัดกระจายทั่วทั้งก้อนจีโอพอลิเมอร์ สลับกับบางส่วนยังคงปรากฏเป็นช่องโหว่หรือรูพรุน มีทั้งผิวหน้าเรียบและขรุขระ และปรากฏตำแหน่งของ Silicon, Aluminum และ Sodium ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงการจับกันภายในโครงสร้างของ NASH ดังนั้น การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาร่วมกับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันจึงสามารถพัฒนากำลังรับแรงอัดได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแสดงถึงการเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม

การอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัญญาทางปกครองและการอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาที่ทำให้ข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนไม่อาจยุติได้โดยการอนุญาโตตุลาการ และมีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย เกิดจากการไม่มีกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ทำให้ไม่มีหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีความละเอียดและรัดกุมอย่างเพียงพอ และจากการเปรียบเทียบกฎหมาย ในบางประเทศมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม จากหลักการทั่วไป ให้ต้องกำหนดเรื่องที่สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกรอบวงเงินสูงสุดซึ่งอนุญาโตตุลาการสามารถสั่งให้คู่พิพาทจ่ายให้แก่กันได้เมื่อมีคำวินิจฉัยไว้ จึงเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง โดยให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

การศึกษาความเร็วในการเดินทางบนทางหลวงนอกเมืองผ่านเขตชุมชน

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้อธิบายถึงการศึกษาการใช้ความเร็วในการเดินทางของยานพาหนะเมื่อเดินทางผ่านชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างทางหลวงนอกเมือง วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อสารวจปริมาณยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยความเร็วเกินความเร็วที่กาหนดบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา เพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา และเพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนภายหลังการทดลองมาตรการด้านวิศวกรรมจราจร ชุมชนบ้านป่ายาง อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษา มาตรการด้านวิศวกรรมจราจรจะถูกคัดเลือกจากผลสารวจความเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีวิ่งผ่านชุมชนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ ผลการสารวจความเร็วที่ใช้ในการเดินทางผ่านย่านชุมชน พบว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้ความเร็วในการเดินทางเกินกว่ากฎหมายกาหนดทั้งในพื้นที่นอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน ในขณะที่รถบรรทุกจะค่อยๆลดความเร็วในการเดินทางลงต่ากว่าความเร็วที่กาหนดนอกเขตชุมชน แต่พบว่าความเร็วในการเดินทางกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ากฎหมายกาหนดเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน และผลสารวจพบว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพียงประเภทเดียวที่ใช้ความเร็วในการเดินทางต่ากว่าที่กฎหมายกาหนดทั้งนอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน มาตรการกาหนดพื้นที่ลดความเร็วก่อนเข้าเขตชุมชนถูกกาหนดโดยคานวณจากความเร็วในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชน การประเมินค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใช้ในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชนก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test ผลการสารวจพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วของรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์บริเวณภายหลังติดตั้งมาตรการลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วก่อนดาเนินมาตรการอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95

การศึกษาอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนครศรีธรรมราช: บทเรียนจากการสืบสวนอุบัติเหตุ

วิศวกรรมโยธา

การสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ดาเนินการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทาให้เกิดอุบัติเหตุ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่ทาให้เกิดอุบัติเหตุ 3 ประการ ได้แก่ ความผิดพลาดที่เกิดจากคน ความบกพร่องของถนน/สภาพแวดล้อม และความบกพร่องของยานพาหนะ ที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาก่อนเกิดอุบัติเหตุ ขณะเกิดอุบัติเหตุ และหลังเกิดอุบัติเหตุ ที่แสดงในรูปแบบตาราง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดนาร่องที่ได้รับทุนในการจัดตั้งหน่วยสืบสวนอุบัติเหตุระดับจังหวัด และได้ดาเนินการจนถึงปัจจุบัน อุบัติเหตุรถกระบะ ชนรถตู้โดยสารและรถจักรยานยนต์ ถูกเลือกเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากรถตู้โดยสารจานวน 4 คน และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้รวม 6 คน ผลการสืบสวนอุบัติเหตุ พบว่า เกิดจากความผิดพลาดของ ผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร และผู้ขับขี่รถกระบะที่ใช้ความเร็วในการขับขี่เกินกฎหมายกาหนด และเปลี่ยนช่องทางวิ่งกะทันหัน ข้อเสนอแนะถูกนาเสนอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและลดความรุนแรง

การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่งและสภาวะจริง

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตที่แทนที่บางส่วนด้วยเถ้าลอย ตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียด และผงหินปูน ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ใช้ตัวอย่างคอนกรีตขนาด 100 x 100 x 100 มม. โดยการบ่มน้า 28 วัน หลังจากครบเวลาที่กาหนดนาตัวอย่างคอนกรีตไปสัมผัสกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 สภาวะ คือ นาคอนกรีตเข้าตู้เร่งปฏิกิริยาคาร์บอเนชั่นเป็นเวลา 90 วัน และนาไปไว้ในสภาพแวดล้อมที่สัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 52 อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 90 180 และ 270 วัน ผลการศึกษาพบว่า การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมเถ้าลอยและผสมตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียดมีค่ามากกว่าของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ในขณะที่การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมผงหินปูนมีค่าใกล้เคียงกับของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ส่วนการเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่ง ซึ่งมีการสัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มข้นมากกว่า มีค่ามากกว่าสภาวะจริงที่สัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เข้มข้นน้อยกว่า นอกจากนี้สัมประสิทธิ์คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมเถ้าลอยและตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียดมีค่ามากกว่าของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ในขณะที่สัมประสิทธิ์คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสม ผงหินปูนมีค่าใกล้เคียงเมื่อเทียบกับของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน สุดท้ายสามารถทานายความลึก คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะจริงจากความลึกคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่งได้

อิทธิพลของชนิดของสารละลายด่างต่อกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาค ของจีโอพอลิเมอร์เพสต์จากเถ้าลอยแคลเซียมต่าผสมตะกรันเตาถลุงเหล็ก

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้ศึกษาอิทธิพลของชนิดของสารละลายด่างต่อกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาคของ จีโอพอลิเมอร์จากเถ้าลอยแคลเซียมต่าผสมตะกรันเตาถลุงเหล็ก เถ้าลอยถูกแทนที่ด้วยตะกรันเตาถลุงเหล็กร้อยละ 0, 50 และ 100 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน โดยเถ้าลอยและตะกรันเตาถลุงเหล็กถูกกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยาด้วย สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์เพียงอย่างเดียว (NH) สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์และสารละลายโซเดียมซิลิเกตผสมกัน (NHNS) และสารละลายโซเดียมซิลิเกตเพียงอย่างเดียว (NS) สาหรับใช้เป็นของเหลวในส่วนผสม ในการศึกษาครั้งนี้อัตราส่วนของเหลวต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.60 และบ่มที่อุณหภูมิห้อง ทุกอัตราส่วนผสม ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของตะกรันเตาถลุงเหล็กช่วยปรับปรุงกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาคของจีโอพอลิเมอร์เพสต์ เนื่องด้วยเป็นการเพิ่มแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตภายในระบบของ จีโอพอลิเมอร์ ขณะที่สารละลายด่างส่งผลต่อปฏิกิริยาของจีโอพอลิเมอร์

สมบัติทางกล โครงสร้างจุลภาค การนาความร้อนและการหดตัวแห้ง ของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อย

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกลโครงสร้างจุลภาค การนาความร้อนและการหดตัวแห้งของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อย ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 แทนที่บางส่วนด้วยเถ้าชานอ้อยร้อยละ 10 20 และ 30 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน อัตราส่วนน้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.60 ทาการทดสอบ ระยะเวลาการก่อตัว การดูดซึมน้า หน่วยน้าหนัก กาลังอัด การวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคทางความร้อน ความพรุน การทดสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด การหดตัวแห้งและการนาความร้อนของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่า ผลการทดสอบพบว่าคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยร้อยละ 20 ให้กาลังอัดสูงสุด ค่ากาลังอัดของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยร้อยละ 10-30 โดยน้าหนักของวัสดุประสานที่อายุ 28 วันสูงกว่าค่าที่ทาง มอก. 2601-2556 กาหนด ปริมาณการแทนที่ของเถ้าชานอ้อยที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หน่วยน้าหนักของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยมีค่าลดลงและการดูดซึมน้ามีค่าสูงกว่าคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าควบคุม การลดลงของปริมาณแคลเซียมไฮดรอกไซด์ส่งผลให้ปริมาณของแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรต (C-S-H) แคลเซียมอลูมิน่าซิลิเกตไฮเดรต (C2ASH8) และแคลเซียมอลูมิเนตไฮเดรต (C4AH13) มีปริมาณเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของกาลังอัด ความพรุนและปริมาณโพรงคาปิลารีขนาดใหญ่ของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยมีค่าเพิ่มขึ้นด้วยการแทนที่ที่เพิ่มขึ้นของเถ้าชานอ้อย การใช้เถ้าชานอ้อยช่วยการลดการหดตัวแห้งและการนาความร้อนของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่า

Properties of concrete made from industrial wastes containing calcium carbide residue palm oil fuel ash rice husk-bark ash and recycled aggregates

วิศวกรรมโยธา

This concrete was made by using several industrial wastes in both binder and aggregates. Calcium carbide residue (CCR) mixed separately with palm oil fuel ash (PA) and rice husk-bark ash (RA), and was used as a binder instead of Portland cement in the concrete mixture. Furthermore, recycled aggregates were fully replaced natural aggregates in order to cast concrete specimens (CCR-PA and CCR-RA concretes). Concrete properties namely compressive strength, chloride migration, and water permeability of CCR-PA and CCR-RA concretes were evaluated and compared with the conventional concrete (CON concrete). The results indicated that CCR-PA and CCR-RA binders could be used as a new cementitious material in recycled aggregate concrete, even though the CCR-PA and CCR-RA binders contained no Portland cement. The characteristic compressive strength of CCR-PA and CCR-RA concretes developed similar to CON concrete. Moreover, CCR-PA and CCR-RA binders in the mixtures were effectively improving the chloride migration and water permeability of recycled aggregate concretes. These results also suggested that CCR-PA and CCR-RA concretes can be used as a new environmental friendly concrete because of these concretes can reduce as much as CO2 emissions and environmental problems.

Factors of Alkali Solutions Affecting Physical Properties and Microstructure of Fly Ash Geopolymer MortarContaining Portland Cement

วิศวกรรมโยธา

This article investigated the factors of alkali activated solutions affecting mechanical properties and microstructure of fly ash (FA) geopolymer containing Portland cement type I (PC). The PC was used to replace FA at the dosages of 0, 5, 10, 15 and 20% by weight of binder. The alkali activated solution of 10 molar of sodium hydroxide only (NH), 10 molar of sodium hydroxide and sodium silicate solution (NHWG), and sodium silicate solution only (WG) were used as the liquid portion in the mixture. The test results indicated that the type of alkali activated solutions for producing the geopolymer affecting mechanical properties and microstructure of FA geopolymer containing PC. The alkali activators significantly affected the reaction products of geopolymer matrix. The use of NHWG solution gave higher compressive strength and modulus of elasticity of FA geopolymer mortar than those of NH solution only and WG solution only. Moreover, the use of NHWG solution was found to have more peak of calcium silicate hydrate and amorphous phase of FA geopolymer containing PC in XRD pattern than those of NH solution and WG solution only. This was corresponded to SEM results of FA geopolymer paste, which appeared denser and more homogeneous matrix.

Use of Calcium Carbide Residue-Fly ash as Binder to Produce High Workability Concrete

วิศวกรรมโยธา

This research aims to use calcium carbide residue and fly ash mixture as a binder instead of using Portland cement in order to produce high workability concrete. The binder used a ratio of 30:70 by weight for ground calcium carbide residue and both original and ground fly ash, CR-OF and CR-FA, respectively. In addition, Portland cement Type I (OPC) was used as strength accelerator at a ratio of 10 percent by weight of the binder, CRFA( 10). The slump flow of all fresh concrete mixtures was determined, and was maintained between 600 to 800 mm. Furthermore, the slump loss of concrete was also determined. The cylindrical concrete specimens, 100 mm in diameter and 200 mm in height, were cast and no required vibration for placing and compaction. The compressive strengths of the concrete were tested at the ages of 3, 7, 28, 60 and 90 days. The results indicated that the calcium carbide residual and fly ash mixture could be used as a binder to produce high workability concrete with slump flow between 740 to 760 mm. In addition, CR-OF, CR-FA, and CR-FA(10) concretes had slump flow higher, and had slump loss lower than that of normal concrete which using Portland cement. The CR-OF and CR-FA concretes gave the compressive strengths of 153 and 225 ksc at 90 days although the binder without using Portland cement, respectively. The use of high fineness of fly ash and OPC strength accelerator can enhance compressive strength gain for calcium carbide residue-fly ash concrete. Although the concrete no required vibration for placing and compaction, the CR-FA(10) concrete had compressive strengths of 210 and 252 ksc at 28 and 90 days, respectively.

การพัฒนากำลังและความคงทนต่อซัลเฟตของคอนกรีตใส่มวลรวม เศษขวดแก้วใสผสมเถ้าชานอ้อย

วิศวกรรมโยธา

This research investigated compressive strength development and magnesium sulfate durability of concrete using waste clear glass clue (WCGC) as coarse aggregate blending sugarcane bagasse ash (SBA) with high value of loss on ignition. SBA was replaced partially of Portland cement, Type I in proportion of 15, 20 and 25wt.%. Water to binder ratio of 0.4 was constant throughout the study and cubic specimens were prepared in size of 100×100×100 mm3 under atmosphere of 26°C with 80% relative humidity. The specimens were uncured and cured in water for 7 and 28 days. Physico-mechanical properties of concrete were determined on water absorption, bulk density, Shore hardness, electrical resistivity, compressive strength and volumetric drying shrinkage. Magnesium sulfate durability of uncured specimens was performed in saturated magnesium sulfate solution for 8 weeks. X-ray diffraction and microstructure with Scanning Electron Microscope were analysed on the selected high strength specimen. The 28-day compressive strength of 15%SBA displayed the highest value of 43 MPa and can be suppressed magnesium sulfate attack in deleterious concrete. It was also revealed that coarse aggregate contained WCGC presented a negligible effect on the physical-mechanical properties of concrete

Potential Analysis for Urban and Infrastructure planning in Prachinburi comprehensive plan

วิศวกรรมโยธา

This research aims to analyze on the land suitability, to study potential in urban area and the access by analyzing the space syntax in Prachinburi comprehensive plan that is the study area. The study was concluded that the suitable areas for residence and commerce were found along to Tatsanavitee Road and some along to Ratdamri Road , Prachin-Ta Kam, Khaew Phichit Road, Prachinnusorn Road. Consequently, most of the areas above are easily connected to the main road, also near the activities groups associating with the development area. Besides, the suitable areas for industry were found somewhere around Sakrityutthasin Road, some around the bypass and the highway no. 319. In addition, the suitable areas for agriculture were generally found all almost common areas; both the municipality and the surrounding areas but it is the highest density at the outskirts of the municipality. The cause may be the geography with Prachinburi River flowing through that area, so it is the important water source for agriculture. Hence, it makes these areas are high potential in agricultural development. However, there are still some areas that were reduced by the factor; some flooded areas are seriously damaged to areas in the town, Prachinburi. According to the data analysis, it conduces to the improvement of Prachinburi comprehensive plan.

Loss in Shear Strength of Soil under Driven Pile Foundation in Wetland and the Problem Solving

วิศวกรรมโยธา

This article is the result of a study of construction driven pile foundation problems in the large building construction project in Uttaradit. The soil in this construction area was a quite complex, non-homogeneous soil consisting of clay, silt, and silty clay mixed in combination layers at various depths and spread across the region from the surface grade elevation to 13.00 meters depth. At approximately 14.00 meters depth, soil properties change to a very dense to dense sand and gravel. Moreover, the layers also revealed that the ground water table (GWT) varied dramatically by season, affecting the moisture content of the soil. As a result, the undrained shear strength, Su at the pile tip reduced by 48 percent. Consequently, the original design pile size of 0.30 x 0.30 square meters, x 10.00 meters long, with a variable on the N – Value from the boring in the summer when the GWT is lower and no ground water exists in the bore hole is over value, over extended periods of time (more than 24 hours). Consequently, the original designed pile length is no longer sufficient to bear the required load, which has been confirmed by testing bearing capacity using dynamic load testing methods. The solution for solving the problem is to increase the length of pile and driving it to the appropriate soil layer. This solution will result in an increase in the cost of construction of the building. The problem illustrates the need for proper data from planning to bore sampling by considering seasonal impacts for analyzing and designing to ensure a safe working

สมบัติของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์เพสต์ผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้เป็นการศึกษาผลกระทบของการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ต่อคุณสมบัติของเถ้าลอยแคลเซียมต่าและเถ้าลอยแคลเซียมสูงจีโอโพลิเมอร์เพสต์ โดยการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในเถ้าลอยร้อยละ 5, 10 และ 15 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน การศึกษาใช้สารละลายโซเดียมซิลิเกตและสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์ เป็นสารละลายด่างในการทาปฏิกิริยา โดยใช้อัตราส่วนสารละลายโซเดียมซิลิเกตต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เท่ากับ 0.67 อัตราส่วนของเหลวต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.50 และบ่มที่อุณหภูมิห้องทุกอัตราส่วนผสม ผลการทดสอบพบว่าปริมาณการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กาลังรับแรงอัดของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์เพสต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยค่ากาลังรับแรงอัดของเถ้าลอยแคลเซียมต่าและเถ้าลอยแคลเซียมสูงจีโอโพลิเมอร์เพสต์ที่อายุการบ่ม 7 วัน ที่มีการแทนที่ด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในเถ้าลอยร้อยละ 15 มีค่าเท่ากับ 22 และ 34 เมกะปาสคาล ตามลาดับ ส่วนผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางจุลภาคของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์แสดงถึงปริมาณการแทนที่ด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เพิ่มขึ้นสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตของแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรต และอยู่ร่วมกับผลผลิตของจีโอโพลิเมอร์ ซึ่งผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางจุลภาคสอดคล้องกับผลการทดสอบกาลังรับแรงอัดที่เพิ่มขึ้น

อิทธิพลของข้อปล้อง ขนาดหน้าตัด และปริมาณความชื้นต่อกาลังรับแรงดึงของไม้ไผ่

วิศวกรรมโยธา

บทความวิจัยนี้นาเสนอผลการศึกษาอิทธิพลของข้อปล้อง ขนาดหน้าตัด และปริมาณความชื้นต่อกาลังรับแรงดึงของไม้ไผ่ในประเทศไทย 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่ตงและไผ่สีสุก ตัวอย่างทดสอบที่ใช้ในการศึกษานี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นตัวอย่างทดสอบที่ได้จากเนื้อไม้บริเวณกลางปล้อง และกลุ่มที่ 2 เป็นตัวอย่างทดสอบที่ได้จากเนื้อไม้บริเวณข้อปล้อง ตัวอย่างทดสอบทั้งหมดมีรูปหน้าตัดกลมและมีเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน 3 ขนาด คือ 2 mm 4 mm และ 6 mm ผลการศึกษาพบว่า กาลังรับแรงดึงบริเวณข้อปล้องของไผ่ตงและไผ่สีสุกมีค่าแปรผันอยู่ในช่วง 178 – 367 N/mm2 และ 134 – 242 N/mm2 ตามลาดับ ซึ่งต่ากว่ากาลังรับแรงดึงบริเวณกลางปล้องประมาณ 1.1 – 2.0 เท่า สาหรับไม้ไผ่ทั้งสองชนิด ในกรณีการศึกษาผลกระทบของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง พบว่าตัวอย่างทดสอบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก (2 mm) ให้ค่ากาลังรับแรงดึงบริเวณกลางปล้องของไผ่ตงเท่ากับ 734 N/mm2 และไผ่สีสุกเท่ากับ 490 N/mm2 ซึ่งสูงกว่าตัวอย่างทดสอบขนาดใหญ่ (6 mm) 3.65 และ 3.14 เท่า ตามลาดับ ส่วนอิทธิพลของความชื้นในไม้ไผ่แสดงให้เห็นว่า ไม้ไผ่ที่มีความชื้นต่าจะให้กาลังรับแรงดึงสูงกว่าไม้ไผ่ที่มีความชื้นสูง ร้อยละ 9.4 – 31.7

การพัฒนาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา (Tablet) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา (Tablet) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจงานก่อสร้าง และประเมินหาประสิทธิภาพในการทางานของกลุ่มผู้ตรวจงานก่อสร้างระหว่างผู้ที่ได้ใช้และไม่ได้ใช้เครื่องมือนี้ โดยเครื่องมือที่ได้สร้างขึ้นนั้นได้แบ่งการทางานเป็น 2 ส่วน คือ ฐานข้อมูลออนไลน์ และในคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (Tablet) โดยผู้ใช้สามารถตรวจติดตามงานก่อสร้างได้จากเวบไซต์ และสามารถบันทึกข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อบกพร่อง การปรับปรุงแก้ไขในงวดงานก่อสร้างในแต่ละงวดงานได้ เนื้อหาบนเครื่องมือนี้ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นโดยนาหลักการตรวจงานก่อสร้างของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) มาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตรวจงานด้วย โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจงานก่อสร้างและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมออกแบบโดยผ่านแบบประเมิน และนาไปประเมินหาประสิทธิภาพในการทางานด้านการตรวจงานก่อสร้าง จากกลุ่มกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้างจานวน 30 คน ในโครงการก่อสร้างประเภทอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยมีหัวข้อการประเมินประสิทธิภาพการทางาน 5 ด้าน ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพแต่ละด้าน พบว่าด้านประสิทธิภาพด้านความสะดวกและการติดต่อประสานงานในการตรวจงานก่อสร้างมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยรองลงมาคือด้านความสามารถในการเพิ่มความรู้ความเข้าใจ ความมั่นใจ และความโปร่งใสของบุคลากรในการตรวจงานก่อสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เครื่องมือนี้ทาให้เกิดความสะดวก ความคล่องตัวในการตรวจงานก่อสร้างมากยิ่งขึ้นโดยคานึงถึงการมีเวลาว่างในการไปตรวจงานที่ไม่ตรงกันของผู้ตรวจงาน และเครื่องมือนี้ยังทาให้ผู้ตรวจงานก่อสร้างโดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ในด้านการตรวจงานก่อสร้าง ให้สามารถเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในงานก่อสร้างมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือ เมื่อผู้ตรวจงานสามารถตัดสินใจในการตรวจงานเองได้จะส่งผลให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจงานตามไปด้วย

กำลังอัดและประสิทธิภำพกำรบำบัดไนโตรเจนออกไซด์ของคอนกรีตบล็อกปูพื้น ผสมไทเทเนียมไดออกไซด์

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพการการบาบัดไนโตรเจนไดออกไซด์ในอากาศด้วยตัวอย่างคอนกรีตบล็อกปูพื้นขนาด 5x5x5 ซม3 ที่มีการฉาบผิวหน้าหนา 1 ซม. ด้วยคอนกรีตที่ผสมไทเทเนียมออกไซด์ในปริมาณร้อยละ 0 5 10 และ 15 โดยน้าหนัก และทาการศึกษาอิทธิพลของปริมาณไทเทเนียมออกไซด์ที่มีต่อกาลังรับแรงอัดที่อายุ 3 7 14 และ 28 วัน และการบาบัดไนโตรเจนไดออกไซด์ในอากาศ โดยนาตัวอย่างที่มีอายุ 28 วันมาทาการการบาบัดอากาศโดยจะทาบาบัดหลายรอบ(รอบละ 48 ชั่วโมง) ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณไทเทเนียมออกไซด์ที่ผสมไม่มีผลต่อกาลังรับแรงอัด และมีค่ากาลังอัดสูงกว่าที่ทาการออกแบบไว้ สาหรับการบาบัดไนโตรเจนไดออกไซด์ คอนกรีตบล็อกปูพื้นที่มีปริมาณไทเทเนียมออกไซด์ร้อยละ 15 โดยน้าหนัก มีประสิทธิภาพการบาบัดไนโตรเจนไดออกไซด์ดีกว่าที่ปริมาณอื่นๆ โดยประสิทธิภาพการบาบัดมีค่าสูงสุดในรอบที่ 1 เท่ากับร้อยละ 48 และมีค่าลดลงเมื่อทาการบาบัดซ้าในรอบถัดไป โดยรอบที่ 7 คอนกรีตบล็อกปูพื้นจะมีประสิทธิภาพการบาบัดต่ากว่าร้อยละ 10 จากนั้นนาคอนกรีตบล็อกปูพื้นมาทาการขัดผิวหน้าออกประมาณ 0.1 ซม. แล้วนามาทดสอบซ้า โดยประสิทธิภาพการบาบัดมีค่าเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับประสิทธิภาพของตัวอย่างที่เตรียมใหม่ ซึ่งการขัดสีดังกล่าวเปรียบได้กับการสึกกร่อนของคอนกรีตบล็อกปูพื้นบนทางเท้าและถนน นอกจากนั้นยังมีการนาคอนกรีตบล็อกปูพื้นผสมไทเทเนียมออกไซด์มาแช่ในกรดซัลฟูริกเข้มข้น เพื่อเป็นการจาลองสภาวะการสัมผัสนนกรด ผลการศึกษาพบว่า คอนกรีตบล็อกปูพื้นที่แช่ในกรดซัลฟูริกเจือจาง (pH = 5) มีค่ากาลังอัดและประสิทธิภาพการบาบัดไนโตรเจนไดออกไซด์ต่ากว่าการแช่ในน้าในปริมาณร้อยละ 10 ถึง 20

ผลของระยะเวลาต่อกำลังรับแรงอัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์จากของเสียซิลิกา

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระยะเวลาบ่มต่อกำลังรับแรงอัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์จากของเสียซิลิกา ศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของของเสียซิลิกาที่ใช้ในงานวิจัยจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ อัตราส่วนของเสียซิลิกาต่ออะลูมินาบริสุทธ์ิ และอัตราส่วนวัสดุประสานต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อสารละลายโซเดียมซิลิเกต โดยเตรียมจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ ขนาด 5 × 5 × 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร บ่มที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และทดสอบกำลังรับแรงอัดที่ระยะเวลา 1, 3, 7 และ 14 วัน ผลการศึกษาลักษณะสมบัติทางกายภาพและเคมีของ ของเสียซิลิกา พบว่ามีองค์ประกอบหลักคือ ซิลิกอนไดออกไซด์ร้อยละ 71.3 ผลการทดสอบการชะละลายด้วยวิธีการสกัดสารพบว่าปริมาณโลหะหนักในน้ำสกัดมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งแสดงว่า ของเสียซิลิกาไม่จัดเป็นของเสียอันตรายและผลการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตจีโอพอลิเมอร์มอร์ ต้าร์ พบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมของเสียซิลิกาต่ออะลูมิน่าบริสุทธ์ิ คือ 2:1 สัดส่วนของวัสดุประสานต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอก ไซด์ต่อสารละลายโซเดียมซิลิเกตที่เหมาะสม คือ อัตราส่วน 70:10:20 (B2) โดยน้ำหนัก สามารถรับกำลังรับแรงอัด 199 กก./ซม.2 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ออกแบบ คือ 180 กก./ซม.2 ในวันแรกของการทดสอบและอัตราส่วน 60:20:20 (A1) โดยน้ำหนัก ผ่านเกณฑ์ที่ ออกแบบไว้ในวันที่ 3 ของการทดสอบ โดยสามารถรับกำลังรับแรงอัด 194 กก./ซม.2

ผลของซิลิกาฟูมต่อสมบัติของวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าลอยกระบวนการเผา แบบฟลูอิดไดซ์เบด

วิศวกรรมโยธา

เถ้าลอยที่ได้จากการเผาแบบฟลูอิดไดซ์เบด (Fluidized bed combustion, FBC) มีรูปร่างที่ไม่แน่นอน มีรูพรุน และความเป็นผลึกค่อนข้างสูง เนื่องจากอุณหภูมิในการเผาถ่านหินไม่สูง (ประมาณ 900oC) นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเป็นส่วนผสมปริมาณมากจึงไม่นิยมนาเถ้าลอย FBC เป็นสารปอซโซลาน ผสมกับปูนซีเมนต์ผลิตคอนกรีต งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางใช้เถ้าลอย FBC ในการผลิตเป็นวัสดุจีโอโพลิเมอร์และเพิ่มความเป็นอสัณฐานและความว่องไวของเถ้าลอย FBC โดยผสมซิลิกาฟูมในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อเปลี่ยนปริมาณแคลเซียมที่มากเกินพอในเถ้าลอย FBC เป็นสารประกอบแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตที่ให้กาลังอัดแก่จีโอโพลิเมอร์ ซึ่งพบว่าอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมระหว่างเถ้าลอย FBC กับซิลิกาฟูม (SF) คือ การแทนที่เถ้าลอย FBC ด้วยซิลิกาฟูมร้อยละ 3.75 โดยน้าหนัก ทาให้ได้วัสดุจีโอโพลิเมอร์มีค่ากาลังอัดเพิ่มขึ้น โดยค่ากาลังอัดที่อายุ 90 วัน มีค่าเท่ากับ 21.4 เมกกะปาสคาล

การศึกษาผลของความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์และสารประกอบ อะลูมิเนียมต่อการเกิดเอททริงไกต์ในวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าลอยกระบวนการเผาถ่านหิน แบบฟลูอิดไดซ์เบด

วิศวกรรมโยธา

เถ้าลอยจากกระบวนการเผาแบบฟลูอิดไดซ์เบด (FBC) มีปริมาณแคลเซียมซัลเฟต (CaSO4) สูง เนื่องจากในขั้นตอนการ เผามีการพ่นหินปูนเข้าไปเพื่อจับก๊าซ SOx ได้เป็นสารประกอบแคลเซียมซัลเฟต (CaSO4) ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับอะลูมินาในเถ้า ลอย FBC ในสภาวะเบสเกิดเป็นสารประกอบแคลเซียมซัลโฟอะลูมิเนต (หรือเอททริงไกต์) ได้ งานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลของความ เข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อการเกิดเอททริงไกต์ในวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าลอย FBC นอกจากนี้ ยังปรับปรุง สมบัติของจีโอโพลิเมอร์โดยการเพิ่มสารประกอบอะลูมิเนียม โดยการผสมเถ้าลอย FBC กับสารประกอบอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ สารละลายโซเดียมซิลิเกต และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ เพื่อเปลี่ยนสารประกอบแคลเซียมในเถ้าลอยเป็นสารประกอบ แคลเซียมอะลูมิเนตไฮเดรตและอะลูมิโนซิลิเกต ซึ่งให้กำลังแก่วัสดุจีโอโพลิเมอร์ ซึ่งพบว่าการใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ความเข้มข้น 15 โมล่าร์ ไม่พบการเกิดเอททริงไกต์ และการใช้สารประกอบอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ไม่เกินร้อยละ 2.5 ของปริมาณ เถ้าลอยในการผลิตจีโอโพลิเมอร์สามารถให้ค่ากำลังอัดที่อายุ 90 วันเท่ากับ 35 เมกกะปาสคาล ในขณะที่การเพิ่มสารประกอบ อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เป็นร้อยละ 5 ทำให้เกิดสารประกอบโซเดียมอะลูมิเนตซึ่งมีผลต่อการค่ากำลังอัดที่ลดลง

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ