วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม 1 (2564 - 2567) และ Asean Citation Index (ACI) มีค่า JIF = 0.094 และ T-JIF (3 ปีย้อนหลัง): 0.165 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) Tier 1 (2021 - 2024) and Asean Citation Index (ACI) with impact factor, T-JIF: 0.094 and 3-years T-JIF: 0.165

บทความ

การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาและเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามัน

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำตะกอนประปากับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันมาสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์ เพื่อคัดเลือกอัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมะสม โดยแปรผลจากการพัฒนากำลังรับแรงอัด และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนหล่อแข็งจีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ ภายหลังการบ่มสูงสุด 60 วัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระดับโครงสร้างจุลภาคได้แก่ เทคนิค XRF XRD และSEM ผลการวิจัยสรุปได้ว่า อัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์เท่ากับ 2.50 (อัตราส่วนที่ใช้ในการทดสอบคือ 1.77 2.00 2.50 และ 3.00) สามารถเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ภายใต้ปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันได้ และให้กำลังรับแรงอัดสูงที่สุดเท่ากับ 40.56 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ส่วนการใช้เทคนิค XRD และ SEM แสดงการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอะลูมิโนซิลิเกต สามารถบ่งบอกการเกิดปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันและผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ได้ สรุปได้ดังนี้ เทคนิค XRD พบโครงสร้างผลึกของสารประกอบ Sodium Aluminum Silicate Hydrate (Na96Al96Si96O384.216H2O; NASH) แทนที่พีกของ Quartz และ Potassium Aluminum Silicate (KAlSi2O6) ตลอดการเลี้ยวแบนของรังสีที่มุม 2 theta เทคนิค SEM แสดงลักษณะพื้นผิวของจีโอพอลิเมอร์ มีลักษณะเป็นเจลหรือผลึกมีรูปทรงแตกต่างกัน ซ้อนทับหลายชั้น กระจัดกระจายทั่วทั้งก้อนจีโอพอลิเมอร์ สลับกับบางส่วนยังคงปรากฏเป็นช่องโหว่หรือรูพรุน มีทั้งผิวหน้าเรียบและขรุขระ และปรากฏตำแหน่งของ Silicon, Aluminum และ Sodium ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงการจับกันภายในโครงสร้างของ NASH ดังนั้น การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาร่วมกับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันจึงสามารถพัฒนากำลังรับแรงอัดได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแสดงถึงการเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม

การศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามความเห็นของหัวหน้างาน และศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการบริหารความปลอดภัยการปฏิบัติงานของพนักงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานฝ่ายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา สำหรับวิธีการดำเนินการวิจัยนั้น ผู้วิจัยได้ออกแบบแบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.08) รวมถึงปัจจัยแต่ละด้านก็มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งหมด ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (x􀴤 = 4.23) ด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x􀴤 = 3.94) และความรู้และทักษะที่จำเป็นของหัวหน้างานในการบริหารจัดการอย่างปลอดภัยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.00) โดยด้านความรู้ในการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (x􀴤 = 4.08) ซึ่งทักษะของผู้นำที่ดีของหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับต้นจะต้องใช้ทักษะด้านเทคนิค รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติงานของแผนกนั้นๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใต้บังคับบัญชา

ระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหารและค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้คนจึงเริ่มทำอาหารรับประทานกันด้วยตัวเองจากวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่มีอยู่ ซึ่งบางครั้งไม่ทราบว่าสามารถนำไปทำอาหารอะไรได้บ้าง จึงทำได้แต่รายการอาหารเดิม ๆ ทำให้เกิดความจำเจในการรับประทานอาหาร และไม่สนุกกับการทำอาหารบทความวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบและพัฒนาระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก โดยใช้งานได้บนอุปกรณ์พกพา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และสามารถใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายรูปวัตถุดิบที่ผู้ใช้มีอยู่แล้วในครัว เช่น กระเทียม เนื้อหมู ผัก ฯลฯ เพื่อส่งภาพเข้ามาในระบบให้ค้นหาสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการค้นหาสูตรอาหารให้แก่ผู้ใช้ ส่วนประกอบหลักของระบบประกอบด้วย (1) แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่พัฒนาด้วย React Native ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเพิ่มสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารได้โดยใส่ชื่อวัตถุดิบ รวมถึงการใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายภาพวัตถุดิบเพื่อค้นหาสูตรการทำอาหาร, (2) เว็บแอปพลิเคชันพัฒนาบน MERN stack สำหรับผู้ดูแลระบบ เพื่อใช้ในการเพิ่มคำหลักในการค้นหาให้กับวัตถุดิบ รวมถึงทดสอบแบบจำลองที่ได้สร้างขึ้น และ (3) โครงข่ายประสาทเทียมการเรียนรู้เชิงลึกที่มีการใช้อัลกอริธึม YOLO ผ่านไลบรารี Darknet สำหรับการสร้างแบบจำลองในการรู้จำภาพแบบจำลองได้ฝึกสอนให้สามารถรู้จำวัตถุดิบได้จำนวน 20 ประเภท โดยสอนด้วยภาพวัตถุดิบประเภทละ 100 ภาพ หลังจากฝึกสอนแบบจำลองจำนวน 36,000 รอบ แบบจำลองมีค่าสูญเสียเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0408 และมีค่า Precision, Recall และ F1-score อยู่ที่ 0.96, 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ

การเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม สำหรับแก้ปัญหาการจัดตารางสอบ

วิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม เพื่อหาชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับปัญหาที่สนใจในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 1) กลุ่มผู้เรียนที่เรียนในรายวิชาเดียวกันต้องสอบพร้อมกัน 2) ผู้เรียนจะต้องสอบ 1 วิชาในช่วงเวลาเดียวกัน 3) ห้องสอบต้องมีขนาดเพียงพอกับผู้เรียน 4) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางคุมสอบให้อยู่นอกคาบเวลาปกติ 5) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางสอบให้ผู้เรียน สอบมากเกินไปในแต่ละวัน การคัดเลือกที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการคัดเลือก 3 รูปแบบ คือ การคัดเลือกแบบวงล้อรูเล็ต (Roulette Wheel Selection) การคัดเลือกแบบจัดอันดับ (Ranking Selection) และการคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน (Tournament Selection) การกลายพันธุ์ที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการกลายพันธุ์ 3 รูปแบบ คือ การกลายพันธุ์แบบสลับที่ (Swap Mutation) การกลายพันธุ์แบบแทรก (Insertion Mutation) และการกลายพันธุ์แบบผกผัน (Inversion Mutation) รวมไปถึงการหาค่าความเหมาะสมของความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์ จำนวนประชากร และจำนวนรุ่นที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ชุดพารามิเตอร์ที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงสุดคือ การคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน การกลายพันธุ์แบบสลับที่ ความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์เท่ากับ 75 % โดยมีจำนวนประชากรเท่ากับ 20 ซึ่งให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,168 จาก 7,350 และจำนวนรุ่นที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ที่ 365 รุ่น

การบริหารต้นทุนโดยใช้เอบีซีในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้ระบบบริหารต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ โดยประยุกต์กับผลิตภัณฑ์บันไดไม้สำเร็จรูป เพื่อหาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยใช้ระบบต้นทุนกิจกรรมหรือระบบต้นทุนเอบีซี (Activity-Based Costing: ABC) ต้นทุนการผลิตของโรงงานประกอบด้วย ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม ในส่วนของต้นทุนทางอ้อมรูปแบบเดิม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและต้นทุนโสหุ้ยนั้น ยังไม่ได้มีวิธีการจัดสรรเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม เนื่องจากระบบการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับปริมาณและเวลาที่ใช้จริงในการผลิต งานวิจัยนี้จึงทำการประยุกต์ระบบต้นทุนเอบีซี และนำเสนอตัวผลักดันต้นทุนในกิจกรรมการผลิต และพัฒนาโปรแกรมคำนวณต้นทุนการผลิตโดยประยุกต์ใช้วิธีประเมินต้นทุนกิจกรรม โดยเริ่มจากการจำแนกต้นทุนในกิจกรรมการผลิตและออกแบบระบบการเก็บและประเมินต้นทุน จากนั้นวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรม กำหนดตัวผลักดันต้นทุน เกณฑ์การปันส่วนที่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม และทำการจัดสรรต้นทุนของกิจกรรมที่ได้จากการคำนวณลงสู่ผลิตภัณฑ์ ผลการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์จากระบบต้นทุนเอบีซีพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการคำนวณแบบเดิม มีต้นทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลงประมาณ 5.98% ผลการวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าและกิจกรรมที่ต้นทุนการผลิตสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ในการจัดการต้นทุนการผลิตในอนาคต

การอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัญญาทางปกครองและการอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาที่ทำให้ข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนไม่อาจยุติได้โดยการอนุญาโตตุลาการ และมีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย เกิดจากการไม่มีกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ทำให้ไม่มีหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีความละเอียดและรัดกุมอย่างเพียงพอ และจากการเปรียบเทียบกฎหมาย ในบางประเทศมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม จากหลักการทั่วไป ให้ต้องกำหนดเรื่องที่สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกรอบวงเงินสูงสุดซึ่งอนุญาโตตุลาการสามารถสั่งให้คู่พิพาทจ่ายให้แก่กันได้เมื่อมีคำวินิจฉัยไว้ จึงเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง โดยให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ ในยุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ จำนวน 360 คน โดยใช้เกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการโครงสร้าง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และนักวิชาการด้านการตลาด จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับตัวแปรที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อยู่ในระดับมาก และ 2) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้ประกอบการ เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์ทางธุรกิจ และนวัตกรรมการจัดการ ส่งต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 นอกจากนี้ ผลการวิจัย ยังพบประเด็นสำคัญว่า ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ต้องค้นหาความต้องการของลูกค้าและสนองความต้องการเหล่านั้นทันที เพื่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดอย่างรวดเร็ว โดยการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดตามภาวะตลาดเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และประยุกต์ใช้นวัตกรรมการจัดการในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายตลาดให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของลูกค้าและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ เกิดการสื่อสารทางบวกแบบปากต่อปาก มีการบริโภคซํ้า และมีความภักดีต่อแบรนด์ ผลงานวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสู่การพัฒนาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในการแข่งขันทางการตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากของเสียกลีเซอรอลและนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การผลิตกำลังไฟฟ้าจากของเสียกลุ่มอุตสาหกรรมไบโอดีเซล คือ ของเสียกลีเซอรอล และอุตสาหกรรมฟอกหนัง คือ นํ้าเสียจากโรงงานฟอกหนัง โดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ รวมไปถึงการกำจัดของเสียในรูปซีโอดี จากผลการวิจัย พบว่า กำลังไฟฟ้าจากของเสียกลีเซอรอล มีค่า 0.0018 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง สามาถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ 6.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร เซลล์เชื้อเพลิงจุลชีพสามารถประสิทธิภาพการบำบัดของเสียในรูปซีโอดีจากของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนังได้ 80 และ 90 % ตามลำดับ ในส่วนการกำจัดไนโตรเจนในรูป TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) ที่ได้จากนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพถึง 50% นอกจากนี้ยังมีพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาหลักในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ คือ ไซคลิกโวลแทเมทรีแสดงถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนขั้วไฟฟ้าภายในระบบ และประสิทธิภาพคูลอมป์ (Coulombic efficiency: CE) โดยของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพคูลอมป์ 7.62 และ 15.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เหล่านี้ถือเป็นพารามิเตอร์ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากสารตั้งต้นทั้ง 2 ชนิด ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า นํ้าเสียโรงงานฟอกหนังสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเสียกลีเซอรอล

การผลิตไบโอดีเซลจากนํ้ามันพืชใช้แล้วโดยใช้ถังปฏิกรณ์แบบ ไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่น

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลด้วยถังปฏิกรณ์แบบไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่นผ่านการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นของนํ้ามันพืชใช้แล้วและเมทานอลโดยใช้โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวแปรที่ศึกษาเน้นไปที่ตัวแปรที่มีผลต่อปริมาณไบโอดีเซลที่ได้ ได้แก่ ความดันทางด้านเข้า (2, 3 และ 4 บาร์) อัตราส่วนโดยโมลเมทานอลต่อนํ้ามันพืช (4:1, 6:1 และ 8:1) ความเข้มข้นของตัวเร่งปฏิกิริยา (0.5, 1 และ 1.5 ร้อยละโดยนํ้าหนัก) และเวลาในการทำปฏิกิริยา (20, 30 และ 40 นาที) แล้วกำหนดอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาคือ 28 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิห้อง) จากผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลจากนํ้ามันพืชใช้แล้วคือความดันทางด้านเข้า 4 บาร์ อัตราส่วนโดยโมลเมทานอลต่อนํ้ามันพืชเท่ากับ 6:1 ความเข้มข้นของตัวเร่งปฏิกิริยาร้อยละ 1 โดยนํ้าหนัก และเวลาในการทำปฏิกิริยาเท่ากับ 30 นาที ได้ปริมาณไบโอดีเซลที่ได้ร้อยละ 93 นอกจากนี้จากการนำนํ้ามันไบโอดีเซลที่ผลิตได้จากสภาวะที่เหมาะสมไปทดสอบหาสมบัติการเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงพบว่าไบโอดีเซลที่ได้มีสมบัติการเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงอยู่ในช่วงกำหนดของมาตรฐานไบโอดีเซลและนํ้ามันดีเซลหมุนช้า ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าถังปฏิกรณ์แบบไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นสำหรับผลิตไบโอดีเซลแบบหนึ่งขั้นตอนได้

การศึกษาความเร็วในการเดินทางบนทางหลวงนอกเมืองผ่านเขตชุมชน

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้อธิบายถึงการศึกษาการใช้ความเร็วในการเดินทางของยานพาหนะเมื่อเดินทางผ่านชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างทางหลวงนอกเมือง วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อสารวจปริมาณยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยความเร็วเกินความเร็วที่กาหนดบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา เพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา และเพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนภายหลังการทดลองมาตรการด้านวิศวกรรมจราจร ชุมชนบ้านป่ายาง อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษา มาตรการด้านวิศวกรรมจราจรจะถูกคัดเลือกจากผลสารวจความเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีวิ่งผ่านชุมชนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ ผลการสารวจความเร็วที่ใช้ในการเดินทางผ่านย่านชุมชน พบว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้ความเร็วในการเดินทางเกินกว่ากฎหมายกาหนดทั้งในพื้นที่นอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน ในขณะที่รถบรรทุกจะค่อยๆลดความเร็วในการเดินทางลงต่ากว่าความเร็วที่กาหนดนอกเขตชุมชน แต่พบว่าความเร็วในการเดินทางกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ากฎหมายกาหนดเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน และผลสารวจพบว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพียงประเภทเดียวที่ใช้ความเร็วในการเดินทางต่ากว่าที่กฎหมายกาหนดทั้งนอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน มาตรการกาหนดพื้นที่ลดความเร็วก่อนเข้าเขตชุมชนถูกกาหนดโดยคานวณจากความเร็วในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชน การประเมินค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใช้ในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชนก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test ผลการสารวจพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วของรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์บริเวณภายหลังติดตั้งมาตรการลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วก่อนดาเนินมาตรการอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95

Low C/N Ratio Composting of Excess Sludge from Activated Sludge Wastewater Treatment System of Concentrated Latex Industry

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

This article presents an experimental result of low C/N ratios with ranges of 3.2:1 to 5.9:1 of composting of excess sludge from activated sludge wastewater treatment systems of concentrated latex factories. The composting experiments were investigated based on test conditions of different compost materials used, with aeration and with no aeration, as well as with seeding and without seeding. In addition, the investigation on the possible use of the obtained compost products as fertilizer on plant growth was conducted. The results indicated that composting was not reached in the thermophilic and mature phases. The slow decomposition of OC occurred during 90 days composting. Loss of N was significantly determined, in particular in the aerated composting units, but K increment was observed. The results indicated that the composting of mixtures of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with and without seeding and aeration made compost products compliant with Thai organic fertilizer standards, especially in terms of pH, P2O5, K2O, As, Cd, Cr, Cu, Pb, and Hg. With the results tested on plant growth, the possibility of the use of compost products as fertilizer as experimented with marigolds, illustrated that compost products from a mixture of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with seeding and aeration had potential to be used as fertilizer which was equivalent to 15:15:15 chemical fertilizer, in particular in terms of plant height increase rate and numbers of flowers achieved.

การวิเคราะห์ราคาทองคาแท่งด้วยวิธีห่วงโซ่มาร์คอฟ

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้วิเคราะห์อัตราผลตอบแทนการซื้อขายทองคาแท่ง โดยใช้ข้อมูลราคาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2014 จนถึงวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2016 ด้วยวิธีห่วงโซ่มาร์คอฟแบบเวลาไม่ต่อเนื่อง (Discrete-time Markov chain, DTMC) เพื่อหาราคาซื้อและราคาขายที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี จากผลการวิจัยราคาซื้อขายทองคาแท่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นราคาซื้อที่ 17,900 บาทต่อ 1 บาททองคา และราคาขายที่มากกว่า 18,300 บาทต่อ 1 บาททองคา โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 204% ต่อปี นอกจากนั้นแล้วผลการวิจัยยังบ่งบอกว่าถ้าหากซื้อทองคาแท่งที่ราคาต่ากว่า 20,750 บาทต่อ 1 บาททองคา สามารถให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างน้อย 0.61% เมื่อเทียบกับการฝากเงินฝากประจาที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีอีกด้วย

วงจรปรับสภาพสัญญาณโหมดกระแสสาหรับเซนเซอร์ความต้านทานเชิงเดี่ยว

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้นาเสนอวงจรปรับสภาพสัญญาณโหมดกระแส สาหรับเซนเซอร์ความต้านทานชนิดเชิงเดี่ยวที่สร้างจากวงจรสายพานกระแสต่อร่วมกับออปแอมป์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกว่าวงจรปรับสภาพสัญญาณแบบดั้งเดิมในแง่ของความเป็นเชิงเส้นของสัญญาณเอาต์พุต วงจรที่นาเสนอนี้ให้สัญญาณเอาต์พุตที่มีความแม่นยาสูงโดยมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่า 1 % และเป็นเชิงเส้นสัมพันธ์กับความต้านทานที่เปลี่ยนแปลงไป ผลการเลียนแบบการทางานของวงจรที่นาเสนอโดยโปรแกรม PSpice เมื่อทดสอบกับเซนเซอร์อาร์ทีดี แสดงให้เห็นผลการเลียนแบบการทางานมีความสอดคล้องกับผลวิเคราะห์วงจร

Optimal conditions of Dye Removal from Textile Dyeing Industrial Wastewater by Adsorption Process

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

The study was focused on optimal condition (pH, dosage and contact time), kinetic, and adsorption isotherm of dye removal from textile dyeing industrial wastewater by rice husk and water hyacinth as adsorbents. The results revealed that the maximum dye removals in both of rice husk and water hyacinth were occurred at initial pH 2.0 with the percentages of 95% and 93%, respectively. Optimal dosages of rice husk (50 g/L) and water hyacinth (10 g/L) were suitable contact time interval for adsorption equilibrium at 360 min. The kinetics followed a pseudo second-order. Correlation coefficient (R2) of rice husk adsorbent used in both Langmuir equation isotherm and Freundlich equation isotherm (0.9946, 0.9445) were higher than R2 of water hyacinth adsorbent (0.8043, 0.8109). Rice husk was the best adsorbent followed Langmuir’s equation isotherm and adsorption mechanism was a chemisorption. Moreover, the characteristics of textile dyeing industrial wastewater using rice husk adsorbent were decreased from 178 to 85 mg/L (TSS), 1,883 to 1,430 mg/L (TDS), 95 to 48 mg/L (BOD) and 445 to 292 mg/L (COD), respectively. Hence, rice husk and water hyacinth could be applied for dye removal in wastewater treatment.

สมบัติทางกล ทางกายภาพ และทางความร้อนของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสานจากผงแกลบและผงฟางข้าว

วิศวกรรมอุตสาหการ

แกลบและฟางข้าวเป็นวัสดุเหลือใช้ที่มีเป็นจานวนมากในประเทศไทย ทั้งยังมีมูลค่าต่า อย่างไรก็ตามวัสดุเหล่านี้มีศักยภาพต่อการนามาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน ดังนั้นบทความนี้นาเสนอผลกระทบของขนาดอนุภาคและชนิดวัตถุดิบ (แกลบ และฟางข้าว) ต่อสมบัติทางกล ทางกายภาพ และทางความร้อนของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน ซึ่งขนาดอนุภาคที่ใช้ศึกษามี 4 ช่วง คือ ขนาดเล็กกว่า 150 μm ขนาด 150 ถึง เล็กกว่า 212 μm ขนาด 212 ถึง เล็กกว่า 425 μm และขนาดเล็กกว่า 425 μm ในการผลิตแผ่นใยไม้อัดเป็นชิ้นงานตัวอย่างกระทาโดยใช้เครื่องอัดร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 220 oC และแรงดันอัด 17.23 MPa เป็นระยะเวลา 25 นาที และผลจากการทดลองพบว่า ขนาดอนุภาคและชนิดวัตถุดิบมีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญต่อค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด และค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้าของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน โดยแผ่นใยไม้อัดมีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด ค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า และค่าการนาความร้อนเพิ่มขึ้นตามขนาดอนุภาคที่เล็กลง แต่ค่าเปอร์เซ็นต์การดูดซับน้าและค่าเปอร์เซ็นต์การพองตัวกลับลดลง เช่นเดียวกันพบด้วยว่า แผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงฟางข้าวมีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด และค่าการนาความร้อนสูงกว่าแผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงแกลบ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานแผ่นใยไม้อัด พบด้วยว่าแผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงแกลบและที่ผลิตจากผงฟางข้าวขนาดเล็กกว่า 150 μm มีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด ค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า และค่าเปอร์เซ็นต์การพองตัวผ่าน Japanese Industrial Standard A 5905 เกณฑ์ Type 5 เป็นอย่างน้อย

การปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการ

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาและปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กรณีศึกษาสายการผลิต Power main A-Plat No.1 ซึ่งมีปริมาณการค้างส่งร้อยละ 16.50 จากการศึกษาปัญหาเบื้องต้นพบว่า การผลิตใช้เวลานานและมีขั้นตอนในการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงมีแนวคิดที่มุ่งเน้นเพื่อกำจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ การดำเนินการปรับปรุงเริ่มจากการศึกษากระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องมือการศึกษาวิธีการทำงาน และการศึกษาเวลา ทำการจำแนกความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานตามหลักการความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาในการวิเคราะห์หาสาเหตุของแต่ละปัญหา เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยหลักการ ECRS ซึ่งผลที่ได้จากการปรับปรุงพบว่าเวลาในการทำงานสถานีงานที่ 1 ลดลงจากเดิม 17.27 วินาทีต่อชิ้น เหลือ 14.93 วินาทีต่อชิ้น คิดเป็นร้อยละ 13.55 และจากการปรับปรุงในสถานีงานที่ 2 มีเวลาการทำงานก่อนการปรับปรุง 19.21 วินาทีต่อชิ้น ลดลงเหลือ 15.70 วินาทีต่อชิ้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.27 ส่งผลทำให้จำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 187 ชิ้นต่อชั่วโมง เป็น 220 ชิ้นต่อชั่วโมง มีค่าสมดุลการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 84.73 เป็น ร้อยละ 90.89 และปริมาณการค้างส่งลดลงจาก ร้อยละ 16.50 เหลือ ร้อยละ 13.22

การวินิจฉัยจำแนกโรคใบองุ่นจากภาพถ่ายโดยใช้จีเนติกอัลกอริทึม และแผนผังจัดการตนเองเชิงโครงสร้างปรับตัวได้

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย และในปัจจุบันได้มีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการประมวลผลภาพและคอมพิวเตอร์วิทัศน์ ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมการเกษตร คือการใช้สารเคมีมากเกินจำเป็นในการควบคุมโรคพืช ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เช่น ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม อันตรายต่อสุขภาพ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพื่อลดปัญหาดังกล่าวหากสามารถพิจารณาลักษณะอาการของโรคพืชในสภาวะเริ่มต้นได้ จะสามารถลดปริมาณความเสียหายทางผลผลิต และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีมากเกินจำเป็นได้ งานวิจัยนี้ได้นำเสนออัลกอริทึมสำหรับการวินิจฉัยจำแนกโรคใบองุ่นจากภาพถ่ายในสภาวะแวดล้อมจริง กระบวนการทำงานของระบบประกอบไปด้วยจีเนติกอัลกอริทึม (Genetic Algorithm : GA) และแผนผังการจัดการตนเองเชิงโครงสร้างปรับค่าได้ (Structure-Adaptive Self-Organizing Feature Map : SASOM) เรียกว่า อัลกอริทึม GA-SASOM ซึ่งโครงสร้างหลักของการจำแนกรูปแบบของโรคใบองุ่นของระบบได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของ GA ที่มีการพัฒนารูปแบบของโครโมโซมใหม่โดยได้พัฒนารูปแบบของแผนผังโนด (node map) ของ SASOM ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า แผนผังโครโมโซม (chromosome map) ซึ่งแต่ละแผนผังโครโมโซมใช้แทนคุณลักษณะสี และลวดลายของรูปแบบ 1 รูปแบบที่ต้องการจำแนกรูปแบบ และนำมาใช้เป็นแบบจำลองคุณลักษณะเด่นของภาพโรคพืชของใบองุ่น งานวิจัยนี้ได้ทดสอบระบบการจำแนกรูปแบบโดยใช้โรคใบองุ่น 4 โรคดังนี้ โรคอีบุบ โรคราสนิม โรครานํ้าค้าง และโรคราแป้ง ซึ่งแต่ละภาพมีขนาด รูปร่าง ลักษณะการวางตัวของใบองุ่น และอยู่ในสภาวะแสงที่ต่างกัน ซึ่งผลการทดสอบระบบมีความแม่นยำสูงสุดถึง 94.35 เปอร์เซ็นต์

การระบายและการแพร่กระจายของโลหะในฝุ่นจากอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

ประเด็นสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาในระดับท้องถิ่นที่สาคัญ คือ ขั้นตอนการเผาที่ขาดระบบควบคุมมลพิษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความเข้มข้นของฝุ่นและโลหะในฝุ่นที่ระบายออกจากขั้นตอนการเผาที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงและการแพร่กระจายของสารมลพิษในบรรยากาศด้วยแบบจาลอง AERMOD โดยเลือกโรงงานเครื่องปั้นดินเผาแห่งหนึ่งในอาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นกรณีศึกษา ตัวอย่างฝุ่นถูกเก็บที่ปล่องระบายของเตาเผาตลอดขั้นตอนการเผา จานวน 2 รอบการผลิต และวิเคราะห์ปริมาณฝุ่นด้วยวิธีกราวิเมตริก จากนั้นวิเคราะห์ปริมาณโลหะในฝุ่นทั้งหมด 15 ชนิด ด้วยเครื่อง ICP-OES ผลพบว่า มีความเข้มข้นของฝุ่นเฉลี่ย เท่ากับ 131 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และพบโลหะ 8 ชนิด ได้แก่ Fe Al Zn Mg Ni Cr Mn และ Cu ส่วนผลการคาดการณ์ด้วยแบบจาลอง พบว่า ฝุ่นมีการแพร่กระจายสอดคล้องกับผังลมของพื้นที่ โดยพบความเข้มข้นของฝุ่นสูงสุด 24 ชั่วโมง (เฉลี่ยสองรอบการผลิต) ไม่เกินค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ในบรรยากาศ ส่วนโลหะที่เป็นอันตราย (Cr Mn และ Ni) ไม่เกินเกณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพ

การออกแบบหัวตรวจสอบการกัดกร่อนภายใต้ผิวหุ้มปิดด้วยวิธีกระแสไหลวน

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การใช้ฉนวนหุ้มผิวท่อเป็นวิธีป้องกันการสูญเสียพลังงานความร้อนของสสารที่อยู่ภายในท่อ ซึ่งการกัดกร่อนมีโอกาสเกิดขึ้นภายใต้ผิวหุ้มปิด จึงได้มีการออกแบบวิธีการตรวจสอบการกัดกร่อนบนผิวโลหะภายนอกท่อโดยไม่ทำลายผิวหุ้มปิดโดยการประยุกต์ใช้การทดสอบโดยไม่ทำลายด้วยกระแสไหลวน งานวิจัยนี้ได้ศึกษาเพื่อออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบที่นำมาใช้ในการทดสอบโดยออกแบบและสร้างหัวตรวจสอบทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ หัวตรวจสอบแบบแกนเหล็กรูปตัวซี และหัวตรวจสอบแบบแกนเหล็กขดลวดแยกกระตุ้นในแกนเดียว แล้วทำการตรวจสอบชิ้นงานที่ออกแบบให้มีรอยกัดกร่อนจำลองแบบสมํ่าเสมอที่ความถี่ตั้งแต่ 300 - 1000 เฮิรตซ์ ใช้เครื่องกำเนิดสัญญาณทางไฟฟ้าจ่ายสัญญาณไฟฟ้า และใช้ออสซิลโลสโคปเป็นอุปกรณ์แสดงผล จากการทดลองพบว่า หัวตรวจสอบแบบแกนเหล็กขดลวดแยกกระตุ้นในแกนเดียวกัน สามารถตรวจสอบรอยกัดกร่อนจำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าหัวตรวจสอบแบบแกนเหล็กรูปตัวซี ซึ่งสามารถตรวจสอบรอยกัดกร่อนจำลองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6 มิลลิเมตร เป็นต้นไป ความลึก 1 - 6 มิลลิเมตร ที่ความถี่ 300 - 400 เฮิรตซ์ และสามารถตรวจสอบผ่านชั้นสีเคลือบและชั้นฉนวนหนารวมกันได้ไม่เกิน 3 มิลลิเมตร

การผลิตพลาสติกชีวภาพพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตจากน้ามันปาล์ม โดยใช้เชื้อ Pseudomonas aeruginosa TISTR 1287

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

โดยใช้น้ามันปาล์มเป็นแหล่งคาร์บอน ของ Pseudomonas aeruginosa TISTR 1287 ทาการทดลองโดยแปรผันความเข้มข้นของน้ามันปาล์มในอาหารเลี้ยงเชื้อเริ่มต้นที่ 0.50, 0.75, 1.00, 1.50 และ 2.00 % โดยน้าหนักต่อปริมาตร (ค่าความเป็นกรดด่าง 6.90) ทาการทดลองแบบกะในตู้บ่มเขย่า ที่อุณหภูมิ 30๐C ความเร็วรอบ 180 รอบต่อนาที จากผลการทดลองพบว่า ความเข้มข้นของน้ามันปาล์มนั้น มีผลต่อการเจริญเติบโต และน้าหนักเซลล์แห้งของ P. aeruginosa TISTR 1287 โดยที่ความเข้มข้น 0.75% โดยน้าหนักต่อปริมาตร มีปริมาณน้าหนักเซลล์แห้งสูงสุด เท่ากับ 2.33 กรัม ต่อลิตร ในชั่วโมงการหมักที่ 44 นอกจากนี้ช่วงระยะเวลาของการหมักอาหารนั้นยังมีผลต่อการผลิตและการสะสม พอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตของแบคทีเรีย โดยปริมาณและผลผลิตพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตที่สกัดได้ จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการหมักที่มากขึ้นและเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ระยะเวลาการหมัก 72 ชั่วโมง มีปริมาณ พอลิไฮดรอกซีอัลคา- โนเอต 0.65 กรัมต่อลิตร (38.01%) เมื่อนาเซลล์แบคทีเรียไปวิเคราะห์ผ่านกล้องจุลทรรศน์ฟลูออเรสเซนต์ พบว่าเซลล์แบคทีเรียมีการเรืองแสงสีแดงของสีย้อม Nile red ได้ชัดเจน ในขณะเดียวกันก็สามารถเห็นลักษณะของพอลิไฮดรอก-ซีอัลคาโนเอตที่แบคทีเรียสะสมไว้ในรูปของเแกรนูลสีขาวอย่างชัดเจน เมื่อนาไปส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน จากผลการทดลอง จึงสรุปได้ว่า P. aeruginosa TISTR 1287 สามารถใช้น้ามันปาล์มเป็นแหล่งคาร์บอนเพื่อผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิไฮดรอกซีอัลคาโนเอตได้

ผลของการให้ความร้อนหลังการเชื่อมต่อความเหนียวบากของบริเวณกระทบร้อนในวัสดุเหล็กกล้า 3.5% โครเมียม

วิศวกรรมเครื่องกล

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ เพื่อศึกษาผลการให้ความร้อนหลังการเชื่อมที่มีต่อความเหนียวบากที่อุณหภูมิต่างๆ ในบริเวณกระทบร้อนของชิ้นงานเชื่อมเหล็กกล้า 3.5% โครเมียมที่ใช้กระบวนการเชื่อมทิกและทาการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมเหล็กกล้าโครเมียม-โมลิบดีนัมเกรด AWS ER90S-B3 โดยแบ่งออกเป็นชิ้นงานที่ไม่ผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อมและผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อมที่อุณหภูมิ 690๐C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จากผลการศึกษาพบว่า บริเวณเนื้อโลหะเชื่อมและบริเวณกระทบร้อนที่ไม่ผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อมประกอบด้วยโครงสร้างเบนไนท์และมาเทนไซท์ตามลาดับ และเมื่อทาการให้ความร้อนหลังการเชื่อมพบว่า บริเวณดังกล่าวเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปเป็นเฟอร์ไรท์และเทมเปอร์มาเทนไซท์ตามลาดับ ซึ่งมีค่าความแข็งลดลง โดยเมื่อทาการทดสอบแรงกระแทกในบริเวณกระทบร้อนพบว่า เมื่ออุณหภูมิการทดสอบแรงกระแทกลดลง (จากอุณหภูมิห้อง (25๐C) ถึง -80๐C) ชิ้นงานเชื่อมมีค่าการดูดซับพลังงานลดลง (เช่น จาก 104 จูลล์ เหลือ 6 จูลล์ ในกรณีของชิ้นงานที่ผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อม) แสดงถึงการที่ชิ้นงานเชื่อมมีสมบัติความเหนียวบากลดลง โดยบริเวณกระทบร้อนที่ผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อมมีค่าความแข็งลดลงและมีค่าความเหนียวบากที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับชิ้นงานที่ไม่ผ่านการให้ความร้อนหลังการเชื่อม เนื่องจากเกิดโครงสร้างเทมเปอร์มาเทนไซท์แทนที่โครงสร้างมาเทนไซท์ อันเป็นผลมาจากการปรับปรุงโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกลจากการให้ความร้อนหลังการเชื่อม

การเกิดตำหนิบนผิวชิ้นงานอลูมิเนียมเกรด ADC12 ในระหว่างการจัดเก็บ และแนวทางการป้องกัน

วิศวกรรมเครื่องกล

การเกิดออกซิเดชั่นบนผิวชิ้นงานอลูมิเนียมในระหว่างการจัดเก็บในกล่องกระดาษทำให้เกิดรอยตำหนิขึ้นบนผิวชิ้นงานและส่งผลโดยตรงต่อสภาพผิวและความสวยงามของชิ้นงานอลูมิเนียมที่ได้ ปัญหาดังกล่าวทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้ลูกค้าและก่อให้เกิดต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น งานวิจัยนี้ได้พิจารณาอลูมิเนียมเกรด ADC12 ที่ได้จากการหล่อฉีด เป็นวัสดุทดสอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยต่างๆ ในระหว่างการจัดเก็บที่ทำให้เกิดตำหนิบนชิ้นงานอลูมิเนียมเกรด ADC12 และนำเสนอแนวทางในการป้องกันการเกิดตำหนิบนชิ้นงานในระหว่างการจัดเก็บหรือจัดส่งในกล่องกระดาษ จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดตำหนิบนชิ้นงานอลูมิเนียมประกอบด้วย ความชื้น ชนิดบรรจุภัณฑ์ และเวลาที่ใช้ในการจัดส่ง เพื่อลดโอกาสในการเกิดตำหนิขึ้นบนชิ้นงานอลูมิเนียม งานวิจัยนี้จึงได้มีการหาปริมาณการใช้สารดูดความชื้นต่อปริมาตรกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อชะลอการเกิดออกซิเดชั่นบนผิวชิ้นงาน ผลการศึกษาพบว่า ในระดับความชื้นที่ 80 % การใช้สารดูดความชื้นอย่างน้อย 6.57 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร สามารถยืดอายุการเก็บชิ้นงานหล่ออลูมิเนียม ADC12 ในระหว่างการจัดส่งได้ 13 วัน และสามารถลดการเกิดรอยตำหนิบนผิวชิ้นงานได้ 55.25 % เมื่อเทียบกับปริมาณตำหนิที่พบบนชิ้นงานก่อนการปรับปรุง

การผลิตน้ามันไบโอดีเซลโดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบพลังงานแสงอาทิตย์

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้เป็นการนาเสนอการผลิตน้ามันไบโอดีเซลชนิดกรดไขมันเมทิลเอสเทอร์ (FAME) โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน น้ามันปาล์มโอเลอินและน้ามันพืชที่ใช้แล้วถูกใช้เป็นวัตถุดิบในการทาปฏิกิริยากับสารเมทานอล (CH3OH) และใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เป็นสารตัวเร่งปฏิกิริยา จากการศึกษาพบว่าการใช้เครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตน้ามันไบโอดีเซลสามารถให้ความร้อนกับสารผสมอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 553๐C และพบว่าปฏิกิริยาเกิดสมบูรณ์ที่เวลาในการทาปฏิกิริยา 1 ชั่วโมง ได้ผลิตภัณฑ์น้ามันไบโอดีเซลที่มีค่า %FAME สูงถึง 97.7% (1%) โดยใช้เทคนิคนิวเคลียร์แมกเนติกเร-โซแนนซ์สเปกโตรสโคปี (NMR) และเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟ (GC) ในการวิเคราะห์น้ามันไบโอดีเซลที่ได้ ปริมาณค่าร้อยละผลผลิตน้ามันไบโอดีเซลที่ได้ (%yield) มีค่าเท่ากับร้อยละ 853 คุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพของน้ามันไบโอดีเซลที่ได้มีคุณสมบัติผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานหลัก ASTM D6751 และ EN14214 ที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ดังนั้นการใช้เครื่องปฏิกรณ์ต้นแบบพลังงานแสงอาทิตย์สาหรับการผลิตน้ามันไบโอดีเซลนี้ สามารถลดต้นทุนในส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ต้องให้ความร้อนแก่สารผสมด้วยการใช้ความร้อนจากแหล่งพลังงาน ดวงอาทิตย์ ถือเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเหมาะสาหรับการใช้งานในภาคครัวเรือนและวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กเพื่อการผลิตน้ามันไบโอดีเซลไว้ใช้เองได้ในราคาต้นทุนที่ประหยัด

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ