วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

Analysis of Electric Arc Furnace Effects for Power Quality of System and Increasing Energy Efficiency to Reduce Heat Loss in The Energy Balance Condition of Steelmaking Process

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

This paper presents the research of an electric arc furnace classified into 2 part. The first is analysis of the impact of the electric arc furnace which is a harmonic source. It is caused by a disturbance in a system with nonlinear characteristics of the arcs is caused due to an electric arc furnace. Ripple voltage measurement relies on replication of Novel Arc Furnace model by using PSCAD/EMTDC help in the analysis, which is used as a guide to study the function of this furnace and how to fix the problem by installing the Static Var Compensate the system of industrial steel production. Measurement results signal that causes the ripple voltage signal changes in a small range, and the signal is reduced in the system. The second, presented to enhance energy efficiency by experimental melting steel to find the amount of heat loss through the wall furnace. Loss of heat from burning. Loss of heat from the stove to heat all the losses in energy homeostasis, a smelting process is controlled by the temperature of the steel which is poured from the furnace to the crucible and steel to reduce heat loss is reduced by approximately 2.89 kW, the resulting analysis and experiments to improve the energy of electric arc furnaces, this paper can increase energy efficiency by approximately 99.56 %.

Maintenance Management for Risk Reduction of High Voltage Transformer

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Power transformer is one of significant electrical equipments in power system. As it has high acquisition cost and failure consequences to the network, its proper maintenance task should be planned effectively. Nowadays, risk-based maintenance of power transformer in substation has played a critical role increasingly. The maintenance management is recommended by combining two evaluations: transformer condition and transformer importance. The condition evaluation is performed by electrical and insulating oil testing with their associated limitation to classify into good, suspect and poor condition. The importance evaluation is performed by load criticality, system stability, failure possibility, and failure consequence with three levels of low, moderate and high impacts. Score and weighting techniques are utilized in the analysis. The risk matrix is then developed by these two evaluations with nine zones of recommended maintenance actions for the power transformers in order to reduce the risk. A number of power transformers installed in 115 kV and 230 kV transmission systems are selected for the risk evaluation due to available and qualified data. The sample power transformer with rating of 230 kV, 200 MVA is presented as an example with its test results. Finally, the proposed method can be applied with the fleet of power transformers and other high voltage equipments in the network.

การชดเชยแรงบิดแบบปรับตัวได้ของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง ในการตรวจสอบวัตถุในกล่องบรรจุภัณฑ์บนสายพานลาเลียง

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

กระบวนการลาเลียงด้วยการใช้สายพานได้รับความนิยมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร เพื่อลาเลียงวัตถุจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการทางานในลักษณะนี้ทาให้ผู้ผลิตไม่สามารถตรวจสอบวัตถุภายในกล่องบรรจุภัณฑ์ขณะลาเลียงได้ จึงจาเป็นต้องหยุดการลาเลียงและชั่งน้าหนักกล่องบรรจุภัณฑ์เป็นระยะเพื่อตรวจสอบวัตถุภายในกล่องก่อนทาการลาเลียงต่อไป ทาให้เกิดความล่าช้าและสิ้นเปลืองอุปกรณ์ตรวจวัด บทความนี้ได้เสนอการตรวจสอบวัตถุในกล่องบรรจุภัณฑ์บนสายพานลาเลียงอัตโนมัติ โดยการประมาณน้าหนักของวัตถุบนสายพานลาเลียงจากแรงบิดโหลดที่กระทาต่อมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงด้วยการใช้การชดเชยแรงบิดที่เปลี่ยนแปลงจากน้าหนัก เพื่อเป็นเงื่อนไขการตรวจสอบวัตถุในกล่องเปรียบเทียบกับจานวนกล่องในกระบวนลาเลียงอัตโนมัติ

การตรวจจับและวิเคราะห์ฮาร์มอนิกโดยใช้การแปลงมัลติเวฟเล็ต

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้นาเสนอวิธีการในการตรวจจับและวิเคราะห์ฮาร์มอนิกโดยใช้การแปลงมัลติเวฟเล็ตและใช้การวิเคราะห์หลายระดับความละเอียดเพื่อสกัดคุณลักษณะเด่นของสัญญาณฮาร์มอนิกซึ่งอยู่ในรูปค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของสัมประสิทธิ์การแปลงสัญญาณในส่วนรายละเอียดที่ระดับความละเอียดต่างๆ การทดสอบใช้มัลติเวฟเล็ต 3 ชนิด คือ มัลติเวฟเล็ตแบบ DGHM Chui-Lian และ SA4 เพื่อการเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบกับการแปลงเวฟเล็ตโดยใช้เวฟเล็ตชนิด db4 ซึ่งมีค่าอันดับการประมาณเท่ากับมัลติเวฟเล็ตทั้ง 3 ชนิด ผลการทดสอบพบว่า วิธีการแปลงมัลติเวฟเล็ตแบบ DGHM Chui-Lian และ SA4 สามารถตรวจจับและสกัดคุณลักษณะของฮาร์มอนิกในสภาวะที่มีสัญญาณรบกวนที่ระดับ SNR เท่ากับ 40 35 และ 25 dB ได้ดีกว่าการแปลงเวฟเล็ตแบบ db4

การประจุแบตเตอรี่ด้วยการติดตามดวงอาทิตย์แบบ 2 แกนแบบอัตโนมัติ

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้งานติดตั้งอยู่กับที่หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีการติดตามดวงอาทิตย์แบบหนึ่งแกนในแนวอัล ติจูดอาจไม่สามารถจัดเก็บพลังงานได้เต็มที่และประสบปัญหาช่วงการเปลี่ยนฤดูกาลซึ่งดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนวงโคจรแนวอะซิมุธ งานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอระบบเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีการเคลื่อนที่ตามตำแหน่งดวงอาทิตย์ครอบคลุมทั้งแนวอัลติจูดและแนวอะซิมุธ โดยวิธีการตรวจวัดค่าความเข้มของแสงจากเซ็นเซอร์แบบตัวต้านทานแปรค่าตามแสง (LDR) วางจำนวน 4 จุดที่ขอบแผงเซลล์ แสงอาทิตย์ทั้ง 4 ด้านตรงจุดกึ่งกลาง โดยวางลักษณะตรงข้ามกันเพื่อเปรียบเทียบค่าความเข้มแสงติดตั้งในท่อยางสีดำซึ่งสามารถ ติดตามดวงอาทิตย์ในลักษณะเป็นช่วงได้ โดยช่วงของการติดตามสามารถกำหนดได้จากความลึกของการติดตั้งตัวต้านทานแปรค่า ตามแสงในท่อยางสีดำ ค่าความเข้มแสงที่ได้จะถูกป้อนให้กับชุดควบคุม ที่ใช้ ไมโครคอนโทรลเลอร์เบอร์ PIC16F877-20P เพื่อทำ การประมวลผลสัญญาณผ่านชุดควบคุมสั่งให้มอเตอร์กระแสตรงทำงานหมุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ทั้ง 2 แนวแกน ไปยังจุดที่มีความ เข้มแสงสูงสุด โดยทดสอบหาผลตอบสนองทางเวลาของการเคลื่อน พบว่ามีการตอบสนองทางเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.7 องศา ต่อวินาที การทดสอบระบบการประจุที่มีการติดตามดวงอาทิตย์โดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 12 โวลต์กำลังไฟฟ้าสูงสุด 120 วัตต์กับ แบตเตอรี่ประจุพลังงานแรงดัน 12 โวลต์ 120 แอมแปร์- ชั่วโมง พบว่าเซลล์แสงอาทิตย์แบบที่มีตัวจับการเคลื่อนที่สองแกน สามารถ เก็บพลังงานได้มากกว่าแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งอยู่กับที่ 21.27 วัตต์ คิดเป็นร้อยละ 17.72

การพัฒนาและการประยุกต์ใช้งานวงจรควบคุมการป้อนกลับ โดยใช้วงจรควบคุมค่าเฉลี่ยของโหมดกระแสที่มีความคงทน

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ควบคุมค่าเฉลี่ยของโหมดกระแสที่มีความคงทน (Robust–ACMC) โดยวงจรที่พัฒนาประกอบไปด้วยวงจรช่วยที่ใส่เข้าไปใน ลูปกระแสและแรงดัน ผลจากการนำไปประยุกต์ใช้ในวงจรคอนเวอร์เตอร์แบบฟูลบริดจ์ที่สวิตช์ด้วยแรงดันศูนย์ และกระแสศูนย์ สามารถปรับปรุงเสถียรภาพของวงจรให้ดีขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์แบบสัญญาณเล็กๆ และแสดงผลการตอบสนองจากการวิเคราะห์ ด้วยสัญญาณขนาดใหญ่

การวินิจฉัยจำแนกโรคใบองุ่นจากภาพถ่ายโดยใช้จีเนติกอัลกอริทึม และแผนผังจัดการตนเองเชิงโครงสร้างปรับตัวได้

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย และในปัจจุบันได้มีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการประมวลผลภาพและคอมพิวเตอร์วิทัศน์ ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมการเกษตร คือการใช้สารเคมีมากเกินจำเป็นในการควบคุมโรคพืช ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เช่น ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม อันตรายต่อสุขภาพ และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพื่อลดปัญหาดังกล่าวหากสามารถพิจารณาลักษณะอาการของโรคพืชในสภาวะเริ่มต้นได้ จะสามารถลดปริมาณความเสียหายทางผลผลิต และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีมากเกินจำเป็นได้ งานวิจัยนี้ได้นำเสนออัลกอริทึมสำหรับการวินิจฉัยจำแนกโรคใบองุ่นจากภาพถ่ายในสภาวะแวดล้อมจริง กระบวนการทำงานของระบบประกอบไปด้วยจีเนติกอัลกอริทึม (Genetic Algorithm : GA) และแผนผังการจัดการตนเองเชิงโครงสร้างปรับค่าได้ (Structure-Adaptive Self-Organizing Feature Map : SASOM) เรียกว่า อัลกอริทึม GA-SASOM ซึ่งโครงสร้างหลักของการจำแนกรูปแบบของโรคใบองุ่นของระบบได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานของ GA ที่มีการพัฒนารูปแบบของโครโมโซมใหม่โดยได้พัฒนารูปแบบของแผนผังโนด (node map) ของ SASOM ขึ้นมาใหม่ เรียกว่า แผนผังโครโมโซม (chromosome map) ซึ่งแต่ละแผนผังโครโมโซมใช้แทนคุณลักษณะสี และลวดลายของรูปแบบ 1 รูปแบบที่ต้องการจำแนกรูปแบบ และนำมาใช้เป็นแบบจำลองคุณลักษณะเด่นของภาพโรคพืชของใบองุ่น งานวิจัยนี้ได้ทดสอบระบบการจำแนกรูปแบบโดยใช้โรคใบองุ่น 4 โรคดังนี้ โรคอีบุบ โรคราสนิม โรครานํ้าค้าง และโรคราแป้ง ซึ่งแต่ละภาพมีขนาด รูปร่าง ลักษณะการวางตัวของใบองุ่น และอยู่ในสภาวะแสงที่ต่างกัน ซึ่งผลการทดสอบระบบมีความแม่นยำสูงสุดถึง 94.35 เปอร์เซ็นต์

การวิเคราะห์คุณลักษณะของวงจรบัคคอนเวอร์เตอร์แบบลอยตัวที่สถานะคงที่

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้นำเสนอวงจรแปลงผันกำลังไฟฟ้าแบบลดระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง หรือวงจรบัคคอนเวอร์เตอร์ ที่ใช้ เทคนิคการลอยตัวแรงดันไฟฟ้า ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถลดแรงดันที่ตกคร่อมสวิตช์ได้ โดยอาศัยการเก็บพลังงานที่ขดปฐมภูมิของ หม้อแปลงในขณะที่สวิตช์นำกระแส ทำให้ขดทุติยภูมิมีความต่างศักย์เกิดขึ้น ซึ่งอาจนำโหลดไปต่อเพิ่มได้ ในขณะที่สวิตช์หยุด นำกระแส จะมีจุดกราวด์เสมือนเกิดขึ้นที่สวิตช์ ทำให้แรงดันที่ตกคร่อมสวิตช์จึงลดลงเหลือประมาณเท่ากับแรงดันที่แหล่งจ่ายลบ ด้วยแรงดันที่จุดกราวด์เสมือน โดยในบทความนี้จะนำเสนอการวิเคราะห์คุณลักษณะที่สถานะคงที่ และหลักการทำงานของวงจรใน โหมดกระแสต่อเนื่อง โดยใช้ผลการจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์

การศึกษาประสิทธิภาพอากาศเย็นแบบอากาศหมุนวนในท่อ

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำอากาศเย็น และหาประสิทธิภาพอากาศเย็นแบบอากาศหมุนวนในท่อ การ ออกแบบชุดทดลองมีหัวป้อนลม จำนวน 6 หัว ขนาดท่อลมได้มาจากการคำนวณทางเทอร์โมไดนามิกส์ มีการทดลองเปรียบเทียบ ความยาวของท่อ ขนาด 300, 450 และ 600 mm เพื่อหาค่า อุณหภูมิของลมออกและระบายความร้อน อัตราการไหล ความเร็วลมออก และค่าประสิทธิภาพอากาศเย็นแบบอากาศหมุนวนในท่อ ผลการวิจัย พบว่า ท่ออะลูมิเนียมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 mm ความ ยาว 300 mm มีประสิทธิภาพและมีค่าความเย็นดีที่สุด เมื่อความดันเพิ่มขึ้นอุณหภูมิทางออกจะลดลงและประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น โดยการทดลองแบบไม่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ในช่วง 30 – 35 oC มีประสิทธิภาพเฉลี่ยประมาณ 55.32 % ที่อุณหภูมิทางออก 13.4 oC อัตราการไหล 6.5 m/s และอุณหภูมิการระบายความร้อน 33.46 oC ส่วนการควบคุมอุณหภูมิ 25 oC มีประสิทธิภาพ เฉลี่ยประมาณ 62.56 % ที่อุณหภูมิทางออก 9.73 oC อัตราการไหล 5.53 m/s และอุณหภูมิการระบายความร้อน 25.66 oC

การศึกษารูปแบบของสตับในสายอากาศร่องสี่เหลี่ยมที่ป้อนด้วยท่อนำคลื่นระนาบร่วม

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้นำเสนอการศึกษาผลของสตับบนท่อนำคลื่นแบบระนาบร่วมที่ใช้ป้อนสัญญาณให้กับสายอากาศแบบร่อง รูปสี่เหลี่ยม รูปร่างของสตับที่ศึกษาคือสตับรูปสามเหลี่ยม สตับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสตับรูปวงกลม จากนั้นแสดงการ เปรียบเทียบผลที่เกิดจากสตับโดยใช้การสูญเสียย้อนกลับซึ่งได้มาจากการจำลองการทำงานด้วยโปรแกรมออกแบบสายอากาศ ย่านความถี่ไมโครเวฟ (IE3D) จากผลของการทดลองสตับทั้ง 3 แบบแสดงให้เห็นว่ารูปร่างและขนาดของสตับที่ปลายสายนำ สัญญาณมีผลต่อความถี่ใช้งาน อิมพีแดนซ์แบนด์วิดท์และการสูญเสียย้อนกลับของสายอากาศ โดยขนาดของสตับจะทำให้ความถี่ ใช้งานของสายอากาศเลื่อนไป เมื่อขนาดของสตับเท่ากันสตับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะมีการสูญเสียย้อนกลับสูงสุด สตับรูปสามเหลี่ยม จะมีค่าอิมพีแดนซ์แบนด์วิดท์มากที่สุด 117.58% เมื่อสตับมีขนาด 16 มิลลิเมตร สตับรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะมีอิมพีแดนซ์แบนด์วิดท์ สูงสุด 116.49% และสตับรูปวงกลมจะมีอิมพีแดนซ์แบนด์วิดท์สูงสุด 112.70%

การศึกษาฮาร์มอนิกด้วยเสียงบนอินดักชันมอเตอร์ควบคุมโดยอินเวอร์เตอร์

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้เป็นการนาเสนอกา รศึกษาฮาร์มอนิกของเสียงบนอินดักชันมอเตอร์ที่ควบคุมด้วยอินเวอร์เตอร์ โดยเทคนิคการวัดฮาร์มอนิก ด้วยเสียงเป็นวิธีวัดความดังของเสียงที่เกิดขึ้นจากฮาร์มอนิกบนอินดักชันมอเตอร์ ซึ่งไม่ต้องเข้าไปสัมผัสกับตัวชิ้นงานที่ต้องทาการวัดโดยตรง และสามารถวิเคราะห์การทางานของอินดักชันมอเตอร์ได้ โดยการศึกษาฮาร์มอนิกของเสียงจะมีสองเทคนิค คือ เทคนิคแรกเป็นการใช้เครื่องมือวัดเพื่อหาคุณสมบัติทางไฟฟ้าของฮาร์มอนิก ควบคู่กับการวัดคุณสมบัติทางเสียงโดยของฮาร์มอนิก เทคนิคที่สองเป็นการศึกษาโดยการจาลองการทางานด้วยโปรแกรม MATLAB / SIMULINK สาหรับการศึกษาทั้งสองเทคนิคจะทาการตั้งค่าความถี่มอเตอร์ ( fm) ไว้ที่ความถี่ 5, 25, 50, 75 Hz เพื่อกาหนดอัตราความเร็วในการหมุนของมอเตอร์ จากนั้นจะทาการปรับค่าความถี่สวิตชิ่ง( fs ) ของอินเวอร์เตอร์ ไว้ที่ 4, 8, 12kHz เพื่อควบคุมเสถียรภาพของของมอเตอร์ จากผลการทดสอบพบว่าที่ความถี่มอเตอร์ (fm) ที่ 75 Hz และความถี่สวิตชิ่ง (fs) ที่ 12 kHz ฮาร์มอนิกมีแอมปริจูดสูงที่สุดเท่ากับ 200V และมีระดับเสียงที่ 41.38 - 63.01 dB เมื่อเทียบกับความถี่สวิตชิ่ง (fs) ที่ 4 kHz พบว่าฮาร์มอนิกมีแอมปริจูดเท่ากับ 40V แต่มีระดับเสียงที่ 41.40 – 71.95 dB โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผลที่ได้จากการจาลองการทางานด้วยโปรแกรม MATLAB/ SIMULINK พบว่ามีค่าผิดพลาดเฉลี่ย 1.19 % สรุปได้ว่าแอมปริจูดของ ฮาร์มอนิกแปรผันตรงกับความถี่สวิตชิ่ง แต่แปรผกผันกับระดับเสียง เนื่องจากความถี่สวิตชิ่งที่สูงทาให้กระแสโรเตอร์ มีลักษณะเป็น Pure sine wave มากขึ้น ทาให้การหมุนของตัวอินดักชันมอเตอร์มีความเสถียรมากขึ้นไม่มีอาการสะดุด ระดับเสียงที่ออกจากตัวของอินดักชันมอเตอร์ลดต่าลง

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ