วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม 1 (2564 - 2567) และ Asean Citation Index (ACI) มีค่า JIF = 0.094 และ T-JIF (3 ปีย้อนหลัง): 0.165 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) Tier 1 (2021 - 2024) and Asean Citation Index (ACI) with impact factor, T-JIF: 0.094 and 3-years T-JIF: 0.165

บทความ

การวิเคราะห์ Moderated Mediation Model ด้วยโปรแกรม PROCESS

อื่นๆ

ตัวแปรคั่นกลางคือตัวแปรที่ซ่อนเร้นเชื่อมโยงตัวแปรต้นทางและปลายทางได้เอาไว้ อาจมีเพียงตัวแปรเดียวหรือหลายตัว กรณีมีตัวแปรคั่นกลางหลายตัวยังอาจเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต้นทางแบบขนานหรือแบบอนุกรมขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานเรื่องนั้นจนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรใดบ้าง ทั้งนี้หากผู้วิจัยสนใจที่จะทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ของเส้นทางในตัวแบบการคั่นกลาง ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ผ่านตัวแบบการกำกับอิทธิพลการคั่นกลาง (moderated mediation model)

5G: เทคโนโลยีการสื่อสารแห่งทศวรรษหน้า

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความวิชาการนี้เป็นบทความที่นำเสนอภาพรวมและสถานการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมยุคที่ 5 หรือที่เรียกว่า 5G ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้เริ่มอธิบายตั้งแต่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากนั้นทำการอธิบายถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดเทคโนโลยี 5G เทคโนโลยีสำคัญที่สนับสนุน 5G ข้อกำหนดที่สำคัญๆ สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ตลอดจนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะที่โดดเด่นของของเทคโนโลยีดังกล่าว (เช่น อัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า และการประวิงเวลาที่ตํ่ามาก เป็นต้น) และกรณีการใช้งาน 5G หรือการประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้ บทความนี้ยังนำเสนอสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ 5G ที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ดังนั้น บทความนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาหรือผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมีการให้บริการภายในอนาคตอันใกล้นี้

การประเมินสมรรถนะของตัวเก็บรังสีแบบแผ่นเรียบ ด้วยการวิเคราะห์พลังงานและเอกเซอร์จี

วิศวกรรมเครื่องกล

การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์มีบทบาทกับการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น เนื่องจากพลังงานชนิดนี้เป็นพลังงานสะอาดปราศจากมลพิษและใช้ได้ไม่มีวันหมดสิ้น สามารถช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานประเภทฟอสซิลที่ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาการเพิ่มการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่ออุณหภูมิโลก สำหรับประเทศไทยพลังงานรังสีอาทิตย์เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทหนึ่งที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน โดยมีการใช้ตัวเก็บรังสีอาทิตย์เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญในการแปลงรูปพลังงานรังสีที่ตกกระทบให้เป็นความร้อน ความสามารถในการเปลี่ยนรูปพลังงานของตัวเก็บรังสีอาทิตย์นั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นในการออกแบบระบบผลิตพลังงานความร้อน ในบทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลวิธีการวิเคราะห์ความสามารถของตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบแผ่นเรียบที่มีความนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางโดยใช้หลักการวิเคราะห์ตามกฎข้อที่หนึ่งและการวิเคราะห์เอกเซอร์จีที่อยู่บนพื้นฐานของกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบแผ่นเรียบของประเทศไทยให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น สามารถเพิ่มความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่กำหนดโดยกระทรวงพลังงาน

แบบจำลองสภาพจราจรระบบขนส่งสาธารณะ: กรณีศึกษาเมืองภูเก็ต

วิศวกรรมอุตสาหการ

จังหวัดภูเก็ตมีประชากรประมาณ 4 แสนคน แต่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยมากกว่า 13 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการเดินทางในพื้นที่ส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล 60% การใช้รถโดยสารสาธารณะมีปริมาณน้อยเพียงแค่ 6.6% ภาครัฐจึงมีแนวคิดในการยกระดับพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประยุกต์แบบจำลองเพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในเมืองภูเก็ต โดยการจำลองสภาพจราจรในระดับจุลภาคด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ VISSIM กรณีศึกษานี้เลือกการให้บริการรถโดยสารสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เส้นทางที่ 2 จากตลาดสี่มุมเมืองถึงห้างซุปเปอร์ชีป ซึ่งการพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการในอนาคตจะเลือกรูปแบบที่มีความเป็นไปได้ภายใต้โครงสร้างทางปัจจุบัน ประกอบด้วย การศึกษาผลกระทบปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น การปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะ และการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถให้เป็นเส้นทางการเดินรถระยะสั้น ทั้งนี้การศึกษาผลกระทบโดยแบบจำลองพิจารณาจากระยะเวลาการเดินทางจากต้นทางถึงปลายทาง ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่าย และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะ จากผลการวิเคราะห์พบว่า การที่ปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นส่งผลให้ความเร็วเฉลี่ยในโครงข่ายลดลง 8.6% สถานการณ์ที่มีการปรับให้มีช่องทางการเดินรถเฉพาะรถโดยสารสาธารณะและเส้นทางการเดินรถระยะสั้น สามารถลดระยะเวลาการเดินทางจากเดิมได้ประมาณ 5 นาที 49 วินาทีต่อคัน (หรือลดลง 5.6%) และเวลาถึงสถานีปลายทางของรถโดยสารสาธารณะมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 นาที

อิทธิพลของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล และส่วนผสมทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งเหล็กกล้าคาร์บอนตํ่าด้วยกระบวนการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม

วิศวกรรมเครื่องกล

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมต่อสมบัติทางกล โครงสร้างจุลภาค และส่วนประกอบทางเคมีของแนวเชื่อมพอกผิวแข็งด้วยกรรมวิธีการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม โดยทำการเปรียบเทียบความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียมที่ 5-15 เมตร/นาที จากการทดลองพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม 15 เมตร/นาที มีค่าความแข็งสูงสุดที่ 885.87 HV และลดลงตามความเร็วลวดเชื่อม เมื่อพิจารณาถึงการสึกกร่อนของแนวเชื่อมพบว่าความเร็วในการเติมลวดเชื่อมที่ 10 เมตร/นาที มีอัตราการสึกกร่อนตํ่าสุดที่ 0.123 กรัม/นาที จากการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและส่วนประกอบทางเคมีพบว่าแนวเชื่อมที่เชื่อมด้วยความเร็วในการเติมลวด 15 เมตร/นาที มีการกระจ่ายตัวของอลูมิเนียมมากกว่าเหล็กมีลักษณะโครงสร้างจุลภาคแบบยูเทคติก FeAl สลับกับโครงสร้างลาเมลลายูเทคติก FeAl2 และมีรอยแตกร้าวในแนวเชื่อม แต่เมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมพบว่าแนวเชื่อมมีปริมาณเหล็กสูงกว่าอลูมิเนียมเกิดโครงสร้างจุลภาคยูเทคติก FeAl ลักษณะคล้ายเข็มจากปฎิกิริยายูเทคติกขึ้นแทรกกระจายตัวบนโครงสร้างของ FeAl3 และไม่พบรอยแตกร้าวในแนวเชื่อมเมื่อลดความเร็วในการเติมลวดเชื่อมอลูมิเนียม

อิทธิพลขนาดคละของมวลรวมที่ส่งผลต่อกำลังรับแรงอัดและการชะละลายโลหะหนักของคอนกรีตมวลเบาผสมเศษของเสียเมลามีน

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลขนาดคละเศษของเสียเมลามีนต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์ โดยใช้เป็นวัสดุมวลรวมละเอียดในการแทนที่ทรายร้อยละ 25 โดยนํ้าหนัก โดยมีอัตราส่วนวัสดุประสานต่อมวลรวมละเอียดเท่ากับ 1.0 และ อัตราส่วนนํ้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.5 และควบคุมความหนาแน่นของคอนกรีตสด 1,300 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การแทนที่ทรายด้วยเศษเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่ากับ FM1.25 FM1.0 FM0.75 และ FM0.5 การศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของงานวิจัยประกอบด้วย กำลังรับแรงอัด การดูดซึมนํ้าและการชะละลายโลหะหนัก ผลการศึกษาพบว่า การแทนที่ทรายด้วยเศษของเสียเมลามีนร้อยละ 25 ส่งผลให้กำลังรับแรงอัดและการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาเพิ่มขึ้น โดยที่เศษของเสียเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่า FM0.75 แสดงค่ากำลังรับแรงอัดสูงสุด อีกทั้งค่าการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาลดลงตามค่าโมดูลัสความละเอียดของเศษของเสียเมลามีนที่เพิ่มขึ้น สำหรับการชะละลายโลหะหนักของเศษของเสียเมลามีนในคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์มีค่าไม่เกินมาตรฐาน U.S.EPA และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 6 เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

การประยุกต์ใช้เทคนิค Hybrid DEA-TOPSIS สำหรับการคัดเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นแท่งเชื้อเพลิง

วิศวกรรมเครื่องกล

กระบวนการตัดสินใจในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนยากต่อการตัดสินใจเพราะว่ามีปัจจัยหรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องหลายอย่างที่ต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำเสนอเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ในการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด เริ่มจากการกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญของเชื้อเพลิงอัดแท่ง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกกำหนดให้เป็นตัวแปรนำเข้าและตัวแปรผลผลิตในเทคนิค DEA (เป็นปัจจัยหรือเกณฑ์สำหรับเทคนิค TOPSIS) ส่วนชนิดของถ่านอัดแท่งจากวัสดุทางการเกษตรจะถูกกำหนดให้เป็นหน่วยผลิตสำหรับเทคนิค DEA (เป็นทางเลือกสำหรับเทคนิค TOPSIS) หลังจากนั้นเทคนิค TOPSIS DEA และ hybrid DEA-TOPSIS ได้ถูกนำมาใช้สำหรับการประเมินและจัดลำดับความสำคัญของวัสดุชีวมวลแต่ละชนิด โดยในกรณีศึกษาที่ 1 มีจำนวนทางเลือก 23 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ความชื้น เถ้า สารระเหย คาร์บอนคงตัว และค่าความร้อน ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 0.863 และ 0.932 ตามลำดับ สำหรับกรณีศึกษาที่ 2 มีจำนวนทางเลือก 7 ทางเลือก และมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ ค่าความร้อน คาร์บอนคงตัว และความชื้น ผลการทดสอบสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมนระหว่างเทคนิค hybrid DEA-TOPSIS กับเทคนิค DEA และ TOPSIS มีค่าเท่ากับ 1 เท่ากันดังนั้นวิธีที่นำเสนอในงานวิจัยนี้สามารถเป็นแนวทางในการเลือกวัสดุชีวมวลที่เหมาะสมจากวัสดุทางการเกษตรสำหรับการนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งได้

บรรจุภัณฑ์อาหารต้านจุลินทรีย์จากพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผสมนํ้ามันหอมระเหย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

ในอดีต อันตรกิริยาระหว่างอาหารกับบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากมีความเชื่อว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของอาหาร แต่ในปัจจุบัน หลายงานวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่าการเกิดอันตรกิริยาบางอย่างระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์นั้นไม่ส่งผลเสียต่อคุณภาพของอาหาร อีกทั้งยังสามารถชะลอการเสื่อมเสียของอาหารได้ ดังนั้นเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ต้านจุลินทรีย์จึงเป็นหนึ่งในแนวคิดที่เหนี่ยวนำให้เกิดอันตรกิริยาระหว่างอาหารและบรรจุภัณฑ์ในขณะที่รักษาคุณภาพทางโภชนาการ คุณสมบัติรวมทั้งความปลอดภัยของอาหารไว้ไม่เปลี่ยนไป โดยสารเติมแต่งที่นิยมใช้เพื่อเป็นสารต้านจุลินทรีย์เป็นสารกลุ่มนํ้ามันหอมระเหยซึ่งได้จากการสกัดสารสำคัญทางธรรมชาติจากพืช โดยสารเหล่านี้สามารถออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั้งในกลุ่ม เชื้อรา ยีสต์และแบคทีเรีย ซึ่งทำให้อาหารเสื่อมเสียและสามารถก่อโรคได้ ส่วนพลาสติกชีวภาพนั้นเป็นวัสดุที่มีแนวโน้มจะนำมาใช้เพื่อทดแทนพลาสติกจากปิโตรเลียมในอนาคต ในเชิงพาณิชย์นั้นได้มีการนำเอาพลาสติกชีวภาพมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารเนื่องจากมีสมบัติทางกลที่ดีพร้อมทั้งยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกจากปิโตรเลียมพร้อมทั้งยืดอายุของอาหารที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ นักวิจัยหลายกลุ่มจึงได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพต้านจุลินทรีย์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บทความนี้ได้กล่าวถึง ข้อมูลเบื้องต้นของพลาสติกชีวภาพ การเสื่อมเสียของอาหารเนื่องจากจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายของสารต้านจุลินทรีย์จากบรรจุภัณฑ์สู่อาหารรวมไปถึงเทคโนโลยีการใช้สารต้านจุลินทรีย์ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพกับอาหารประเภทต่างๆ

แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับการพัฒนา เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยได้ทาการเปรียบเทียบแนวคิดและตัวชี้วัดในการดาเนินงานของแนวคิดทั้งสี่ รวมถึงหาแนวทางในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งผลการศึกษา พบว่า แนวคิดทั้งสี่มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน แต่การเชื่อมโยงของแนวคิดแต่ละแนวคิดมีไม่ครบถ้วน กล่าวคือ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะเน้นในด้าน คน โลก ความเจริญ ความสงบ และหุ้นส่วนความร่วมมือ แต่แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนนั้น เน้นในด้านของ คน และ โลก เท่านั้น ในส่วนของแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เป็นแนวคิดที่เน้นในด้านของการอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว พบว่า ได้มีการให้ความสนใจอย่างครบถ้วนทั้งห้าด้าน ในการศึกษาตัวชี้วัดความสามารถของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศพบว่า การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไม่ได้พิจารณาถึงขอบเขตและข้อจากัดในการดาเนินงาน กล่าวคือ กฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ ซึ่งการที่จะทาให้แนวคิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสบความสาเร็จ การดาเนินงานนั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ

การประยุกต์ใช้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์อย่างยั่งยืน

วิศวกรรมเครื่องกล

การพัฒนาและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การประยุกต์ใช้ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สู่ความยั่งยืน โดยการใช้หลักการประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นในการสร้างดุลยภาพในมิติเชิงเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมิติสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติเชิงสังคมสู่ความยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จาเป็นต้องผลักดันให้ภาคการผลิตมีความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ให้เติบโตและเข้มแข็ง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นฐานของประเทศและอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต การนาประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือการจัดการให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหลักการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านธุรกิจควบคู่กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และปล่อยมลพิษของเสียน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทาให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต

การผลิตก๊าซชีวภาพจากเทคโนโลยีบาบัดน้าเสีย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสียในปัจจุบันถือได้ว่ามีความแพร่หลาย เนื่องจากสามารถได้ประโยชน์ถึงสองทาง คือ การบาบัดน้าเสีย และการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่จาเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสียที่นิยมในปัจจุบัน คือ 1) บ่อหมักโมดิฟายด์โคเวอร์ลากูน (Modified Covered Lagoon 2) บ่อหมักแบบซีเอสทีอาร์ (Completely Stirred Tank Reactor, CSTR) 3) ระบบตะกอนเร่งแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Activated Sludge, AAS) 4) ระบบแบบตรึงฟิล์มจุลินทรีย์ (Anaerobic Fixed Film) 5) ระบบ Fluidized Bed 6) ระบบ Anaerobic Hybrid Reactor 7) ระบบยูเอเอสบี (Upflow Anaerobic Sludge Blanket, UASB) 8) ระบบอีจีเอสบี (Extended Granular Sludge Bed, EGSB) 9) ระบบไอซี (Internal Circulation, IC) เนื่องจากทุกระบบถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ควบคุมระบบได้ง่าย มีตะกอนออกจากระบบน้อย อีกทั้งยังสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของน้าเสียได้เป็นอย่างดี แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินระบบต่า ทาให้สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งการผลิตก๊าซชีวภาพและบาบัดน้าเสียพร้อมกัน นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้าเสีย ยังถือได้ว่าเป็นกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM; Clean Development Mechanism) เพื่อให้เกิดการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน และนาไปสู่การขายคาร์บอนเครดิตหรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดลงได้ต่อไป

คาร์บอนเครดิตอีกหนึ่งบทบาทของพลังงานชีวมวล

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

จากมาตรการการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้ทั่วโลกหันมาสนใจมองหาแหล่งเชื้อเพลิงสะอาด ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่ได้รับความนิยมก็คือเชื้อเพลิงสะอาดจากชีวมวล สืบเนื่องมาจากชีวมวล มีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนามาเปลี่ยนรูปให้ได้เชื้อเพลิงเทียบเคียงเชื้อเพลิงฟอสซิล และไม่ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ (Carbon Zero) สาหรับในประเทศไทยชีวมวลเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในการผลิตได้ภายในประเทศ การเปลี่ยนรูปชีวมวลเพื่อให้ได้พลังงานใช้ภายในประเทศจะช่วยลดการนาเข้าและทาให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้นบทความฉบับนี้จึงมุ่งเน้นให้ข้อมูลและความรู้ในด้านมาตราการการเก็บภาษีคาร์บอน เทคโนโลยีการเปลี่ยนรูปชีวมวลเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ และศักยภาพการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศไทย

แนวทางการนำกากคอนกรีตกลับมาใช้ประโยชน์

วิศวกรรมโยธา

ปัจจุบันกากของเสียอุตสาหกรรม มีปริมาณมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือปัญหาสภาวะแวดล้อม เนื่องจากกากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะโลกร้อนและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก เป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจและเร่งหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่นิยมใช้ในการบำบัดและกำจัดโดยหลัก คือ วิธีการฝังกลบ ซึ่งวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งกากคอนกรีตเป็นของเสียอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งมีการขยายตัวมากขึ้นตามภาวะการณ์ก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ ดังนั้นกระบวนจัดการกากคอนกรีตจึงมีความจำเป็นที่ควรเลือกใช้กระบวนการที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด วิธีการที่สนับสนุนให้ใช้ในการกำจัดกากคอนกรีตคือ วิธี 3 R ได้แก่ R1.Reduce คือ การลดการใช้ การบริโภค ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง ลดการก่อให้เกิดของเสีย R2. Reuse การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซํ้า และ R3. Recycle คือ การนำสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ไปจัดการด้วยกระบวนการต่าง ๆ แล้วแปรรูปเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งจากการทดสอบคุณสมบัติของหิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว โดยทดสอบคุณสมบัติด้านขนาดคละ และปริมาณฝุ่น ผลทดสอบที่ได้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตได้ และจากการออกแบบการทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้หิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว แทนการใช้หิน และทรายใหม่ ในส่วนผสมคอนกรีต โดยทดลองในสัดส่วนร้อยละ 0 20 40 และ 60 ซึ่งพิจารณาจากผลทดสอบด้านคอนกรีตสด และคอนกรีตแข็งตัวแล้ว จากผลการทดลองได้ค่าสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้ร้อยละ 20-40%

Implement of Harmonic Current Impact on Power Factor Correction Device

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

This paper presents harmonic disturbance impact on power factor improvement in power system. The Contents of this paper contains harmonic signification, harmonic current sources in power system, harmonic definitions and effect of power factor improvement by connected capacitors into power system with harmonic disturbance. Power factor improvement in power system with harmonic disturbance is caused of parallel resonance generation in power system as a result of matching impedance of inductive reactance of a power transformer and capacitive reactance of a capacitor at harmonic frequency. Parallel resonance phenomenon incurs harmonic voltage and current amplification. Harmonic voltage and current will dominate on capacitors in the power factor correction device and link to failure and damage on capacitors in the power factor correction equipment. Any problems of parallel resonance impact can be avoided and corrected by connecting series reactors to capacitors in the power factor correction device. Series reactors will move a point of parallel resonance from significant harmonic order to non-significant harmonic order and partial reducing harmonic current in power system. However, if power system contains a lot of harmonic current quantity the filter of harmonic current shall be installed in power system for reduce harmonic current in power system.

เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ ในงานอาคารสูง

วิศวกรรมโยธา

โดยทั่วไปฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ได้นําไปใช้ในการรองรับนํ้าหนักของตัวโครงสร้างในอาคารสูงโดยทําหน้าที่ถ่ายนํ้าหนักจากโครงสร้างเสาลงสูงเสาเข็ม เนื่องจากฐานรากคอนกรีตในอาคารสูงโดยทั่วไปมีขนาดที่ใหญ่มาก จึงมีความหนาสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการแตกร้าวของคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากความแตกต่างอุณหภูมิความร้อนของคอนกรีตที่สูงขึนระหว่างที่ผิวบนและแกนกลางคอนกรีต บทความวิชาการนี้ได้แสดงกรณีศึกษาเทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ในงานอาคารสูง ฐานรากขนาดใหญ่นีมีความกว้าง 30.1 เมตร ยาว 34.7 เมตร และมีความหนา 2.5 เมตร รองรับน้ำหนักตัวอาคารทีมีความสูง 146 เมตร (จํานวน 40 ชัน) และมีสระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้า วิธีการก่อสร้างในงานเทคอนกรีตฐานรากขนาดใหญ่ได้แสดงไว้ในบทความนี้ด้วย โดยใช้คอนกรีตความร้อนตําในปริมาณทีสูงถึง 2,850 ม3 ในการเทฐานราก ทําการวัดอุณหภูมิของฐานรากคอนกรีตจนถึงอายุ 7 วัน ซึ่งมีการบ่มด้วยฉนวน ผลการตรวจสอบพบว่าคอนกรีตความร้อนตํ่าที่ใช้เถ้าถ่านหินเป็นส่วนผสมให้อุณหภูมิความร้อนสูงสุดเท่ากับ 76.4 องศาเซลเซียส นอกจากนีความแตกต่างของอุณหภูมิที่ผิวและแกนกลางของฐานราก คอนกรีตมีค่าไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นไปตามข้อกําหนดของรายการประกอบแบบโครงสร้าง และพบว่าฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่นี้ไม่เกิดปัญหาการแตกร้าวเนื่องจากอุณหภูมิของคอนกรีตที่สูงขึ้น เมื่อใช้เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ด้วยวิธีนี้

ปัจจัยสำคัญในการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนโดยอาศัยเปลวไฟจาก กระบวนการเผาไหม้

วิทยาศาสตร์

การสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนโดยอาศัยเปลวไฟจากกระบวนการเผาไหม้เป็นวิธีการทีน่าสนใจ เนืองจากมีค่าใช้จ่ายต่ำ และง่ายต่อการดําเนินการผลิตในระดับอุตสาหกรรม บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสําคัญ เกี่ยวกับปัจจัยทีส่งผลต่อการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอน เช่น เวลา อุณหภูมิ ตัวเร่งปฏิกิริยา และแหล่งกําเนิดคาร์บอน เป็นต้น อีกทั้งอธิบายถึงกลไกการเกิดท่อนาโนคาร์บอนทีใช้ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยที่ได้รวบรวมมานี้เป็นสิ่งสําคัญต่อ การพัฒนาเทคนิคและวิธีการสังเคราะห์ท่อนาโนคาร์บอนที่เหมาะสมกับการนําไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ

Biocementation through Microbial Calcium Carbonate Precipitation

วิศวกรรมโยธา

Biocementation through microbial carbonate precipitation is a new branch of microbial geotechnology that deals with the applications of microbiological methods to produce cemented materials used in engineering. The primary consideration of these applications is to improve the geophysical properties of soil so that it will be suitable for construction and environmental purposes. The applications of biocementation would require an interdisciplinary research at the confluence of microbiology, ecology, geochemistry, civil and environmental engineering. This new field has the potential to meet society s expanding needs for innovative treatment processes that improve soil engineering properties. This paper presents an overview of biocementation, particularly through microbial calcium carbonate (CaCO3) precipitation, and non-destructive geophysical techniques for real-time monitoring of soil engineering properties. Focus is then narrowed to an example of laboratory-scale test of biocementation of sandy soil and measurement of strength development by shear wave velocity (Vs). Other analytical results included microscopic imaging by scanning electron microscope (SEM) and identification of CaCO3 precipitation presented in biocemented sand by X-ray diffactometer (XRD) were discussed. Potential advantages and envisioned applications of biocemented soil improvement are identified.

แนวทางการออกแบบอุปกรณ์วัดอัตราการไหลอากาศอย่างง่าย สำหรับการทดสอบเครื่องยนต์

วิศวกรรมเครื่องกล

ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์ ผู้วิจัยมักต้องการต้องเก็บข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุดเพื่อการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำ ปริมาณอากาศที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ส่งผลต่อแรงบิดและกำลังที่เครื่องยนต์สามารถสร้างได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ นักวิจัยที่จะต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการวัดอัตราการไหลอากาศของเครื่องยนต์ อุปกรณ์วัดอัตราการไหลแบบกล่องอากาศ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานกันอย่างทั่วไป ราคาถูก ใช้หลักการพื้นฐานทางวิศวกรรม สร้างขึ้นใช้งานเองได้ง่ายและมีความถูกต้องใน ระดับที่ยอมรับได้ โดยบทความนี้สรุปเอาหลักการทำงานพื้นฐานของแผ่นออริฟิต มานอมิเตอร์และสมการเบอร์นูรีย์ รวมไปถึง สมการต่างๆ ที่จำเป็นและแสดงเป็นลำดับขั้นสำหรับการคำนวณหาขนาดของกล่องอากาศที่เหมาะสมกับการทดสอบเครื่องยนต์ หนึ่งๆ ได้

การประยุกต์ใช้กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้มีการประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง บทความนี้จึงเป็นการ การแนะนำให้รู้จักถึงทฤษฎีของกระบวนการออสโมซิสผันกลับ ชนิดของเมมเบรนที่ใช้, หลักการทำงานเบื้องต้นและตัวอย่างใน กระบวนการอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ศึกษานั้นได้มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการนี้ รวมไปถึงทั้งการเลือกโมดูลที่นำมาใช้ใน กระบวนการออสโมซิสผันกลับ โดยแต่ละโมดูลนั้นมีลักษณะและระบบการทำงานภายในโมดูลแต่ละตัวที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ ผู้ใช้นั้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นแล้วผู้เขียนยังได้ให้ความรู้เรื่ององค์ประกอบพื้นฐานของ กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตลอดจนถึงการชี้ให้เห็นถึงการนำไปประยุกต์ในกระบวนการของ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การไปประยุกต์ใช้กับการกระบวนการบำบัดน้ำเสียในอุตสาหกรรม หรือกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำ ทะเล ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่ระบบออสโมซิสผันกลับเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก

เทคนิคการบีบอัดไฟล์ MPEG-2

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

สัญญาณของโทรทัศน์ดิจิตอลความละเอียดมาตรฐาน(SDTV: Standard Definition Television) มีอัตราของ ข้อมูล 270 Mbps ซึ่งอัตราของข้อมูลที่ได้นั้นมีมาก ซึ่งไม่สามารถนำไปออกอากาศ จึงจำเป็นต้องมีกระบวนการบีบ อัดสัญญาณของโทรทัศน์ดิจิตอลก่อนที่จะทำการส่งออกอากาศ ซึ่งอัตราข้อมูลขนาด 270 Mbit/s จะถูกบีบอัดให้ เหลือเพียง 2-6 Mbit/s โดยการบีบอัดข้อมูลนั้น มีการกระทำอยู่สองลักษณะคือ การตัดส่วนที่เกินออก หรือ การตัด ส่วนที่ไม่จำเป็นออก โดยในกระบวนการบีบอัดนั้นจะใช้เทคนิค เช่น การลดระดับการควอนไทซ์จาก 10 บิต เหลือ 8 บิต, การตัดขอบของภาพในแนวตั้ง และแนวนอนออก, การลดระดับความละเอียดของสีลงให้เหลือ 4:2:0, การใช้ เทคนิค DPCM กับภาพเคลื่อนไหว, การใช้เทคนิค Discrete Cosine Transform, การใช้เทคนิคการสแกนแบบ ซิก – แซก, และการเข้ารหัสฮัฟฟ์แมน เป็นต้น ซึ่งกระบวนการของการตัดส่วนที่เกินออกไม่ทำให้ข้อมูลสูญเสีย คุณภาพไป แต่ในกระบวนการของการตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกทำให้เกิดการสูญเสียคุณภาพของภาพไปบ้างบางส่วน

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ