วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาและเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามัน

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำตะกอนประปากับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันมาสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์ เพื่อคัดเลือกอัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมะสม โดยแปรผลจากการพัฒนากำลังรับแรงอัด และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนหล่อแข็งจีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ ภายหลังการบ่มสูงสุด 60 วัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระดับโครงสร้างจุลภาคได้แก่ เทคนิค XRF XRD และSEM ผลการวิจัยสรุปได้ว่า อัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์เท่ากับ 2.50 (อัตราส่วนที่ใช้ในการทดสอบคือ 1.77 2.00 2.50 และ 3.00) สามารถเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ภายใต้ปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันได้ และให้กำลังรับแรงอัดสูงที่สุดเท่ากับ 40.56 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ส่วนการใช้เทคนิค XRD และ SEM แสดงการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอะลูมิโนซิลิเกต สามารถบ่งบอกการเกิดปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันและผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ได้ สรุปได้ดังนี้ เทคนิค XRD พบโครงสร้างผลึกของสารประกอบ Sodium Aluminum Silicate Hydrate (Na96Al96Si96O384.216H2O; NASH) แทนที่พีกของ Quartz และ Potassium Aluminum Silicate (KAlSi2O6) ตลอดการเลี้ยวแบนของรังสีที่มุม 2 theta เทคนิค SEM แสดงลักษณะพื้นผิวของจีโอพอลิเมอร์ มีลักษณะเป็นเจลหรือผลึกมีรูปทรงแตกต่างกัน ซ้อนทับหลายชั้น กระจัดกระจายทั่วทั้งก้อนจีโอพอลิเมอร์ สลับกับบางส่วนยังคงปรากฏเป็นช่องโหว่หรือรูพรุน มีทั้งผิวหน้าเรียบและขรุขระ และปรากฏตำแหน่งของ Silicon, Aluminum และ Sodium ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงการจับกันภายในโครงสร้างของ NASH ดังนั้น การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาร่วมกับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันจึงสามารถพัฒนากำลังรับแรงอัดได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแสดงถึงการเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม

อิทธิพลขนาดคละของมวลรวมที่ส่งผลต่อกำลังรับแรงอัดและการชะละลายโลหะหนักของคอนกรีตมวลเบาผสมเศษของเสียเมลามีน

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลขนาดคละเศษของเสียเมลามีนต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์ โดยใช้เป็นวัสดุมวลรวมละเอียดในการแทนที่ทรายร้อยละ 25 โดยนํ้าหนัก โดยมีอัตราส่วนวัสดุประสานต่อมวลรวมละเอียดเท่ากับ 1.0 และ อัตราส่วนนํ้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.5 และควบคุมความหนาแน่นของคอนกรีตสด 1,300 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การแทนที่ทรายด้วยเศษเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่ากับ FM1.25 FM1.0 FM0.75 และ FM0.5 การศึกษาสมบัติต่าง ๆ ของงานวิจัยประกอบด้วย กำลังรับแรงอัด การดูดซึมนํ้าและการชะละลายโลหะหนัก ผลการศึกษาพบว่า การแทนที่ทรายด้วยเศษของเสียเมลามีนร้อยละ 25 ส่งผลให้กำลังรับแรงอัดและการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาเพิ่มขึ้น โดยที่เศษของเสียเมลามีนที่มีค่าโมดูลัสความละเอียดเท่า FM0.75 แสดงค่ากำลังรับแรงอัดสูงสุด อีกทั้งค่าการดูดซึมนํ้าของคอนกรีตมวลเบาลดลงตามค่าโมดูลัสความละเอียดของเศษของเสียเมลามีนที่เพิ่มขึ้น สำหรับการชะละลายโลหะหนักของเศษของเสียเมลามีนในคอนกรีตมวลเบาเซลลูลาร์มีค่าไม่เกินมาตรฐาน U.S.EPA และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 6 เรื่อง การกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว

การศึกษาความเร็วในการเดินทางบนทางหลวงนอกเมืองผ่านเขตชุมชน

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้อธิบายถึงการศึกษาการใช้ความเร็วในการเดินทางของยานพาหนะเมื่อเดินทางผ่านชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างทางหลวงนอกเมือง วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อสารวจปริมาณยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยความเร็วเกินความเร็วที่กาหนดบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา เพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา และเพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนภายหลังการทดลองมาตรการด้านวิศวกรรมจราจร ชุมชนบ้านป่ายาง อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษา มาตรการด้านวิศวกรรมจราจรจะถูกคัดเลือกจากผลสารวจความเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีวิ่งผ่านชุมชนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ ผลการสารวจความเร็วที่ใช้ในการเดินทางผ่านย่านชุมชน พบว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้ความเร็วในการเดินทางเกินกว่ากฎหมายกาหนดทั้งในพื้นที่นอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน ในขณะที่รถบรรทุกจะค่อยๆลดความเร็วในการเดินทางลงต่ากว่าความเร็วที่กาหนดนอกเขตชุมชน แต่พบว่าความเร็วในการเดินทางกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ากฎหมายกาหนดเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน และผลสารวจพบว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพียงประเภทเดียวที่ใช้ความเร็วในการเดินทางต่ากว่าที่กฎหมายกาหนดทั้งนอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน มาตรการกาหนดพื้นที่ลดความเร็วก่อนเข้าเขตชุมชนถูกกาหนดโดยคานวณจากความเร็วในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชน การประเมินค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใช้ในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชนก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test ผลการสารวจพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วของรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์บริเวณภายหลังติดตั้งมาตรการลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วก่อนดาเนินมาตรการอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95

การอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัญญาทางปกครองและการอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาที่ทำให้ข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนไม่อาจยุติได้โดยการอนุญาโตตุลาการ และมีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย เกิดจากการไม่มีกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ทำให้ไม่มีหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีความละเอียดและรัดกุมอย่างเพียงพอ และจากการเปรียบเทียบกฎหมาย ในบางประเทศมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม จากหลักการทั่วไป ให้ต้องกำหนดเรื่องที่สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกรอบวงเงินสูงสุดซึ่งอนุญาโตตุลาการสามารถสั่งให้คู่พิพาทจ่ายให้แก่กันได้เมื่อมีคำวินิจฉัยไว้ จึงเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง โดยให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

การศึกษาอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนครศรีธรรมราช: บทเรียนจากการสืบสวนอุบัติเหตุ

วิศวกรรมโยธา

การสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ดาเนินการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทาให้เกิดอุบัติเหตุ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่ทาให้เกิดอุบัติเหตุ 3 ประการ ได้แก่ ความผิดพลาดที่เกิดจากคน ความบกพร่องของถนน/สภาพแวดล้อม และความบกพร่องของยานพาหนะ ที่สัมพันธ์กับช่วงเวลาก่อนเกิดอุบัติเหตุ ขณะเกิดอุบัติเหตุ และหลังเกิดอุบัติเหตุ ที่แสดงในรูปแบบตาราง จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดนาร่องที่ได้รับทุนในการจัดตั้งหน่วยสืบสวนอุบัติเหตุระดับจังหวัด และได้ดาเนินการจนถึงปัจจุบัน อุบัติเหตุรถกระบะ ชนรถตู้โดยสารและรถจักรยานยนต์ ถูกเลือกเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากรถตู้โดยสารจานวน 4 คน และบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้รวม 6 คน ผลการสืบสวนอุบัติเหตุ พบว่า เกิดจากความผิดพลาดของ ผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร และผู้ขับขี่รถกระบะที่ใช้ความเร็วในการขับขี่เกินกฎหมายกาหนด และเปลี่ยนช่องทางวิ่งกะทันหัน ข้อเสนอแนะถูกนาเสนอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและลดความรุนแรง

การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่งและสภาวะจริง

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาการเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตที่แทนที่บางส่วนด้วยเถ้าลอย ตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียด และผงหินปูน ในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ใช้ตัวอย่างคอนกรีตขนาด 100 x 100 x 100 มม. โดยการบ่มน้า 28 วัน หลังจากครบเวลาที่กาหนดนาตัวอย่างคอนกรีตไปสัมผัสกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 สภาวะ คือ นาคอนกรีตเข้าตู้เร่งปฏิกิริยาคาร์บอเนชั่นเป็นเวลา 90 วัน และนาไปไว้ในสภาพแวดล้อมที่สัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 52 อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เป็นเวลา 90 180 และ 270 วัน ผลการศึกษาพบว่า การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมเถ้าลอยและผสมตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียดมีค่ามากกว่าของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ในขณะที่การเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมผงหินปูนมีค่าใกล้เคียงกับของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ส่วนการเกิดคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่ง ซึ่งมีการสัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มข้นมากกว่า มีค่ามากกว่าสภาวะจริงที่สัมผัสก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เข้มข้นน้อยกว่า นอกจากนี้สัมประสิทธิ์คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสมเถ้าลอยและตะกรันเตาถลุงเหล็กบดละเอียดมีค่ามากกว่าของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน ในขณะที่สัมประสิทธิ์คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตผสม ผงหินปูนมีค่าใกล้เคียงเมื่อเทียบกับของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 ล้วน สุดท้ายสามารถทานายความลึก คาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะจริงจากความลึกคาร์บอเนชั่นของคอนกรีตในสภาวะเร่งได้

แนวทางการนำกากคอนกรีตกลับมาใช้ประโยชน์

วิศวกรรมโยธา

ปัจจุบันกากของเสียอุตสาหกรรม มีปริมาณมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือปัญหาสภาวะแวดล้อม เนื่องจากกากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะโลกร้อนและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก เป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจและเร่งหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่นิยมใช้ในการบำบัดและกำจัดโดยหลัก คือ วิธีการฝังกลบ ซึ่งวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งกากคอนกรีตเป็นของเสียอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งมีการขยายตัวมากขึ้นตามภาวะการณ์ก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ ดังนั้นกระบวนจัดการกากคอนกรีตจึงมีความจำเป็นที่ควรเลือกใช้กระบวนการที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด วิธีการที่สนับสนุนให้ใช้ในการกำจัดกากคอนกรีตคือ วิธี 3 R ได้แก่ R1.Reduce คือ การลดการใช้ การบริโภค ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง ลดการก่อให้เกิดของเสีย R2. Reuse การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซํ้า และ R3. Recycle คือ การนำสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ไปจัดการด้วยกระบวนการต่าง ๆ แล้วแปรรูปเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งจากการทดสอบคุณสมบัติของหิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว โดยทดสอบคุณสมบัติด้านขนาดคละ และปริมาณฝุ่น ผลทดสอบที่ได้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตได้ และจากการออกแบบการทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้หิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว แทนการใช้หิน และทรายใหม่ ในส่วนผสมคอนกรีต โดยทดลองในสัดส่วนร้อยละ 0 20 40 และ 60 ซึ่งพิจารณาจากผลทดสอบด้านคอนกรีตสด และคอนกรีตแข็งตัวแล้ว จากผลการทดลองได้ค่าสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้ร้อยละ 20-40%

Properties of concrete made from industrial wastes containing calcium carbide residue palm oil fuel ash rice husk-bark ash and recycled aggregates

วิศวกรรมโยธา

This concrete was made by using several industrial wastes in both binder and aggregates. Calcium carbide residue (CCR) mixed separately with palm oil fuel ash (PA) and rice husk-bark ash (RA), and was used as a binder instead of Portland cement in the concrete mixture. Furthermore, recycled aggregates were fully replaced natural aggregates in order to cast concrete specimens (CCR-PA and CCR-RA concretes). Concrete properties namely compressive strength, chloride migration, and water permeability of CCR-PA and CCR-RA concretes were evaluated and compared with the conventional concrete (CON concrete). The results indicated that CCR-PA and CCR-RA binders could be used as a new cementitious material in recycled aggregate concrete, even though the CCR-PA and CCR-RA binders contained no Portland cement. The characteristic compressive strength of CCR-PA and CCR-RA concretes developed similar to CON concrete. Moreover, CCR-PA and CCR-RA binders in the mixtures were effectively improving the chloride migration and water permeability of recycled aggregate concretes. These results also suggested that CCR-PA and CCR-RA concretes can be used as a new environmental friendly concrete because of these concretes can reduce as much as CO2 emissions and environmental problems.

อิทธิพลของชนิดของสารละลายด่างต่อกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาค ของจีโอพอลิเมอร์เพสต์จากเถ้าลอยแคลเซียมต่าผสมตะกรันเตาถลุงเหล็ก

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้ศึกษาอิทธิพลของชนิดของสารละลายด่างต่อกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาคของ จีโอพอลิเมอร์จากเถ้าลอยแคลเซียมต่าผสมตะกรันเตาถลุงเหล็ก เถ้าลอยถูกแทนที่ด้วยตะกรันเตาถลุงเหล็กร้อยละ 0, 50 และ 100 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน โดยเถ้าลอยและตะกรันเตาถลุงเหล็กถูกกระตุ้นการเกิดปฏิกิริยาด้วย สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์เพียงอย่างเดียว (NH) สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์และสารละลายโซเดียมซิลิเกตผสมกัน (NHNS) และสารละลายโซเดียมซิลิเกตเพียงอย่างเดียว (NS) สาหรับใช้เป็นของเหลวในส่วนผสม ในการศึกษาครั้งนี้อัตราส่วนของเหลวต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.60 และบ่มที่อุณหภูมิห้อง ทุกอัตราส่วนผสม ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของตะกรันเตาถลุงเหล็กช่วยปรับปรุงกาลังอัดและโครงสร้างทางจุลภาคของจีโอพอลิเมอร์เพสต์ เนื่องด้วยเป็นการเพิ่มแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตภายในระบบของ จีโอพอลิเมอร์ ขณะที่สารละลายด่างส่งผลต่อปฏิกิริยาของจีโอพอลิเมอร์

สมบัติทางกล โครงสร้างจุลภาค การนาความร้อนและการหดตัวแห้ง ของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อย

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกลโครงสร้างจุลภาค การนาความร้อนและการหดตัวแห้งของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อย ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภทที่ 1 แทนที่บางส่วนด้วยเถ้าชานอ้อยร้อยละ 10 20 และ 30 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน อัตราส่วนน้าต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.60 ทาการทดสอบ ระยะเวลาการก่อตัว การดูดซึมน้า หน่วยน้าหนัก กาลังอัด การวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคทางความร้อน ความพรุน การทดสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด การหดตัวแห้งและการนาความร้อนของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่า ผลการทดสอบพบว่าคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยร้อยละ 20 ให้กาลังอัดสูงสุด ค่ากาลังอัดของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยร้อยละ 10-30 โดยน้าหนักของวัสดุประสานที่อายุ 28 วันสูงกว่าค่าที่ทาง มอก. 2601-2556 กาหนด ปริมาณการแทนที่ของเถ้าชานอ้อยที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หน่วยน้าหนักของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยมีค่าลดลงและการดูดซึมน้ามีค่าสูงกว่าคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าควบคุม การลดลงของปริมาณแคลเซียมไฮดรอกไซด์ส่งผลให้ปริมาณของแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรต (C-S-H) แคลเซียมอลูมิน่าซิลิเกตไฮเดรต (C2ASH8) และแคลเซียมอลูมิเนตไฮเดรต (C4AH13) มีปริมาณเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของกาลังอัด ความพรุนและปริมาณโพรงคาปิลารีขนาดใหญ่ของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่าผสมเถ้าชานอ้อยมีค่าเพิ่มขึ้นด้วยการแทนที่ที่เพิ่มขึ้นของเถ้าชานอ้อย การใช้เถ้าชานอ้อยช่วยการลดการหดตัวแห้งและการนาความร้อนของคอนกรีตมวลเบาเซลลูล่า

Factors of Alkali Solutions Affecting Physical Properties and Microstructure of Fly Ash Geopolymer MortarContaining Portland Cement

วิศวกรรมโยธา

This article investigated the factors of alkali activated solutions affecting mechanical properties and microstructure of fly ash (FA) geopolymer containing Portland cement type I (PC). The PC was used to replace FA at the dosages of 0, 5, 10, 15 and 20% by weight of binder. The alkali activated solution of 10 molar of sodium hydroxide only (NH), 10 molar of sodium hydroxide and sodium silicate solution (NHWG), and sodium silicate solution only (WG) were used as the liquid portion in the mixture. The test results indicated that the type of alkali activated solutions for producing the geopolymer affecting mechanical properties and microstructure of FA geopolymer containing PC. The alkali activators significantly affected the reaction products of geopolymer matrix. The use of NHWG solution gave higher compressive strength and modulus of elasticity of FA geopolymer mortar than those of NH solution only and WG solution only. Moreover, the use of NHWG solution was found to have more peak of calcium silicate hydrate and amorphous phase of FA geopolymer containing PC in XRD pattern than those of NH solution and WG solution only. This was corresponded to SEM results of FA geopolymer paste, which appeared denser and more homogeneous matrix.

การพัฒนากำลังและความคงทนต่อซัลเฟตของคอนกรีตใส่มวลรวม เศษขวดแก้วใสผสมเถ้าชานอ้อย

วิศวกรรมโยธา

This research investigated compressive strength development and magnesium sulfate durability of concrete using waste clear glass clue (WCGC) as coarse aggregate blending sugarcane bagasse ash (SBA) with high value of loss on ignition. SBA was replaced partially of Portland cement, Type I in proportion of 15, 20 and 25wt.%. Water to binder ratio of 0.4 was constant throughout the study and cubic specimens were prepared in size of 100×100×100 mm3 under atmosphere of 26°C with 80% relative humidity. The specimens were uncured and cured in water for 7 and 28 days. Physico-mechanical properties of concrete were determined on water absorption, bulk density, Shore hardness, electrical resistivity, compressive strength and volumetric drying shrinkage. Magnesium sulfate durability of uncured specimens was performed in saturated magnesium sulfate solution for 8 weeks. X-ray diffraction and microstructure with Scanning Electron Microscope were analysed on the selected high strength specimen. The 28-day compressive strength of 15%SBA displayed the highest value of 43 MPa and can be suppressed magnesium sulfate attack in deleterious concrete. It was also revealed that coarse aggregate contained WCGC presented a negligible effect on the physical-mechanical properties of concrete

สมบัติของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์เพสต์ผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้เป็นการศึกษาผลกระทบของการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ต่อคุณสมบัติของเถ้าลอยแคลเซียมต่าและเถ้าลอยแคลเซียมสูงจีโอโพลิเมอร์เพสต์ โดยการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในเถ้าลอยร้อยละ 5, 10 และ 15 โดยน้าหนักของวัสดุประสาน การศึกษาใช้สารละลายโซเดียมซิลิเกตและสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์ เป็นสารละลายด่างในการทาปฏิกิริยา โดยใช้อัตราส่วนสารละลายโซเดียมซิลิเกตต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เท่ากับ 0.67 อัตราส่วนของเหลวต่อวัสดุประสานเท่ากับ 0.50 และบ่มที่อุณหภูมิห้องทุกอัตราส่วนผสม ผลการทดสอบพบว่าปริมาณการแทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้กาลังรับแรงอัดของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์เพสต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยค่ากาลังรับแรงอัดของเถ้าลอยแคลเซียมต่าและเถ้าลอยแคลเซียมสูงจีโอโพลิเมอร์เพสต์ที่อายุการบ่ม 7 วัน ที่มีการแทนที่ด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในเถ้าลอยร้อยละ 15 มีค่าเท่ากับ 22 และ 34 เมกะปาสคาล ตามลาดับ ส่วนผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางจุลภาคของเถ้าลอยจีโอโพลิเมอร์แสดงถึงปริมาณการแทนที่ด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เพิ่มขึ้นสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตของแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรต และอยู่ร่วมกับผลผลิตของจีโอโพลิเมอร์ ซึ่งผลการวิเคราะห์โครงสร้างทางจุลภาคสอดคล้องกับผลการทดสอบกาลังรับแรงอัดที่เพิ่มขึ้น

อิทธิพลของข้อปล้อง ขนาดหน้าตัด และปริมาณความชื้นต่อกาลังรับแรงดึงของไม้ไผ่

วิศวกรรมโยธา

บทความวิจัยนี้นาเสนอผลการศึกษาอิทธิพลของข้อปล้อง ขนาดหน้าตัด และปริมาณความชื้นต่อกาลังรับแรงดึงของไม้ไผ่ในประเทศไทย 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่ตงและไผ่สีสุก ตัวอย่างทดสอบที่ใช้ในการศึกษานี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นตัวอย่างทดสอบที่ได้จากเนื้อไม้บริเวณกลางปล้อง และกลุ่มที่ 2 เป็นตัวอย่างทดสอบที่ได้จากเนื้อไม้บริเวณข้อปล้อง ตัวอย่างทดสอบทั้งหมดมีรูปหน้าตัดกลมและมีเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน 3 ขนาด คือ 2 mm 4 mm และ 6 mm ผลการศึกษาพบว่า กาลังรับแรงดึงบริเวณข้อปล้องของไผ่ตงและไผ่สีสุกมีค่าแปรผันอยู่ในช่วง 178 – 367 N/mm2 และ 134 – 242 N/mm2 ตามลาดับ ซึ่งต่ากว่ากาลังรับแรงดึงบริเวณกลางปล้องประมาณ 1.1 – 2.0 เท่า สาหรับไม้ไผ่ทั้งสองชนิด ในกรณีการศึกษาผลกระทบของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง พบว่าตัวอย่างทดสอบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็ก (2 mm) ให้ค่ากาลังรับแรงดึงบริเวณกลางปล้องของไผ่ตงเท่ากับ 734 N/mm2 และไผ่สีสุกเท่ากับ 490 N/mm2 ซึ่งสูงกว่าตัวอย่างทดสอบขนาดใหญ่ (6 mm) 3.65 และ 3.14 เท่า ตามลาดับ ส่วนอิทธิพลของความชื้นในไม้ไผ่แสดงให้เห็นว่า ไม้ไผ่ที่มีความชื้นต่าจะให้กาลังรับแรงดึงสูงกว่าไม้ไผ่ที่มีความชื้นสูง ร้อยละ 9.4 – 31.7

การพัฒนาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา (Tablet) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา (Tablet) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจงานก่อสร้าง และประเมินหาประสิทธิภาพในการทางานของกลุ่มผู้ตรวจงานก่อสร้างระหว่างผู้ที่ได้ใช้และไม่ได้ใช้เครื่องมือนี้ โดยเครื่องมือที่ได้สร้างขึ้นนั้นได้แบ่งการทางานเป็น 2 ส่วน คือ ฐานข้อมูลออนไลน์ และในคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (Tablet) โดยผู้ใช้สามารถตรวจติดตามงานก่อสร้างได้จากเวบไซต์ และสามารถบันทึกข้อคิดเห็นเกี่ยวกับข้อบกพร่อง การปรับปรุงแก้ไขในงวดงานก่อสร้างในแต่ละงวดงานได้ เนื้อหาบนเครื่องมือนี้ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นโดยนาหลักการตรวจงานก่อสร้างของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) มาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการตรวจงานด้วย โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านการตรวจงานก่อสร้างและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมออกแบบโดยผ่านแบบประเมิน และนาไปประเมินหาประสิทธิภาพในการทางานด้านการตรวจงานก่อสร้าง จากกลุ่มกรรมการตรวจการจ้างงานก่อสร้างจานวน 30 คน ในโครงการก่อสร้างประเภทอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยมีหัวข้อการประเมินประสิทธิภาพการทางาน 5 ด้าน ซึ่งผลการประเมินประสิทธิภาพแต่ละด้าน พบว่าด้านประสิทธิภาพด้านความสะดวกและการติดต่อประสานงานในการตรวจงานก่อสร้างมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยรองลงมาคือด้านความสามารถในการเพิ่มความรู้ความเข้าใจ ความมั่นใจ และความโปร่งใสของบุคลากรในการตรวจงานก่อสร้าง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เครื่องมือนี้ทาให้เกิดความสะดวก ความคล่องตัวในการตรวจงานก่อสร้างมากยิ่งขึ้นโดยคานึงถึงการมีเวลาว่างในการไปตรวจงานที่ไม่ตรงกันของผู้ตรวจงาน และเครื่องมือนี้ยังทาให้ผู้ตรวจงานก่อสร้างโดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีความรู้ในด้านการตรวจงานก่อสร้าง ให้สามารถเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในงานก่อสร้างมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือ เมื่อผู้ตรวจงานสามารถตัดสินใจในการตรวจงานเองได้จะส่งผลให้เกิดความโปร่งใสในการตรวจงานตามไปด้วย

เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ ในงานอาคารสูง

วิศวกรรมโยธา

โดยทั่วไปฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ได้นําไปใช้ในการรองรับนํ้าหนักของตัวโครงสร้างในอาคารสูงโดยทําหน้าที่ถ่ายนํ้าหนักจากโครงสร้างเสาลงสูงเสาเข็ม เนื่องจากฐานรากคอนกรีตในอาคารสูงโดยทั่วไปมีขนาดที่ใหญ่มาก จึงมีความหนาสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการแตกร้าวของคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากความแตกต่างอุณหภูมิความร้อนของคอนกรีตที่สูงขึนระหว่างที่ผิวบนและแกนกลางคอนกรีต บทความวิชาการนี้ได้แสดงกรณีศึกษาเทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ในงานอาคารสูง ฐานรากขนาดใหญ่นีมีความกว้าง 30.1 เมตร ยาว 34.7 เมตร และมีความหนา 2.5 เมตร รองรับน้ำหนักตัวอาคารทีมีความสูง 146 เมตร (จํานวน 40 ชัน) และมีสระว่ายน้ำที่ชั้นดาดฟ้า วิธีการก่อสร้างในงานเทคอนกรีตฐานรากขนาดใหญ่ได้แสดงไว้ในบทความนี้ด้วย โดยใช้คอนกรีตความร้อนตําในปริมาณทีสูงถึง 2,850 ม3 ในการเทฐานราก ทําการวัดอุณหภูมิของฐานรากคอนกรีตจนถึงอายุ 7 วัน ซึ่งมีการบ่มด้วยฉนวน ผลการตรวจสอบพบว่าคอนกรีตความร้อนตํ่าที่ใช้เถ้าถ่านหินเป็นส่วนผสมให้อุณหภูมิความร้อนสูงสุดเท่ากับ 76.4 องศาเซลเซียส นอกจากนีความแตกต่างของอุณหภูมิที่ผิวและแกนกลางของฐานราก คอนกรีตมีค่าไม่เกิน 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นไปตามข้อกําหนดของรายการประกอบแบบโครงสร้าง และพบว่าฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่นี้ไม่เกิดปัญหาการแตกร้าวเนื่องจากอุณหภูมิของคอนกรีตที่สูงขึ้น เมื่อใช้เทคนิคการก่อสร้างฐานรากคอนกรีตขนาดใหญ่ด้วยวิธีนี้

Biocementation through Microbial Calcium Carbonate Precipitation

วิศวกรรมโยธา

Biocementation through microbial carbonate precipitation is a new branch of microbial geotechnology that deals with the applications of microbiological methods to produce cemented materials used in engineering. The primary consideration of these applications is to improve the geophysical properties of soil so that it will be suitable for construction and environmental purposes. The applications of biocementation would require an interdisciplinary research at the confluence of microbiology, ecology, geochemistry, civil and environmental engineering. This new field has the potential to meet society s expanding needs for innovative treatment processes that improve soil engineering properties. This paper presents an overview of biocementation, particularly through microbial calcium carbonate (CaCO3) precipitation, and non-destructive geophysical techniques for real-time monitoring of soil engineering properties. Focus is then narrowed to an example of laboratory-scale test of biocementation of sandy soil and measurement of strength development by shear wave velocity (Vs). Other analytical results included microscopic imaging by scanning electron microscope (SEM) and identification of CaCO3 precipitation presented in biocemented sand by X-ray diffactometer (XRD) were discussed. Potential advantages and envisioned applications of biocemented soil improvement are identified.

ผลของระยะเวลาต่อกำลังรับแรงอัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์จากของเสียซิลิกา

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระยะเวลาบ่มต่อกำลังรับแรงอัดของจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์จากของเสียซิลิกา ศึกษาลักษณะทางกายภาพและเคมีของของเสียซิลิกาที่ใช้ในงานวิจัยจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ อัตราส่วนของเสียซิลิกาต่ออะลูมินาบริสุทธ์ิ และอัตราส่วนวัสดุประสานต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ต่อสารละลายโซเดียมซิลิเกต โดยเตรียมจีโอพอลิเมอร์มอร์ต้าร์ ขนาด 5 × 5 × 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร บ่มที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และทดสอบกำลังรับแรงอัดที่ระยะเวลา 1, 3, 7 และ 14 วัน ผลการศึกษาลักษณะสมบัติทางกายภาพและเคมีของ ของเสียซิลิกา พบว่ามีองค์ประกอบหลักคือ ซิลิกอนไดออกไซด์ร้อยละ 71.3 ผลการทดสอบการชะละลายด้วยวิธีการสกัดสารพบว่าปริมาณโลหะหนักในน้ำสกัดมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานตามประกาศกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งแสดงว่า ของเสียซิลิกาไม่จัดเป็นของเสียอันตรายและผลการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตจีโอพอลิเมอร์มอร์ ต้าร์ พบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมของเสียซิลิกาต่ออะลูมิน่าบริสุทธ์ิ คือ 2:1 สัดส่วนของวัสดุประสานต่อสารละลายโซเดียมไฮดรอก ไซด์ต่อสารละลายโซเดียมซิลิเกตที่เหมาะสม คือ อัตราส่วน 70:10:20 (B2) โดยน้ำหนัก สามารถรับกำลังรับแรงอัด 199 กก./ซม.2 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ออกแบบ คือ 180 กก./ซม.2 ในวันแรกของการทดสอบและอัตราส่วน 60:20:20 (A1) โดยน้ำหนัก ผ่านเกณฑ์ที่ ออกแบบไว้ในวันที่ 3 ของการทดสอบ โดยสามารถรับกำลังรับแรงอัด 194 กก./ซม.2

ผลของซิลิกาฟูมต่อสมบัติของวัสดุจีโอโพลิเมอร์จากเถ้าลอยกระบวนการเผา แบบฟลูอิดไดซ์เบด

วิศวกรรมโยธา

เถ้าลอยที่ได้จากการเผาแบบฟลูอิดไดซ์เบด (Fluidized bed combustion, FBC) มีรูปร่างที่ไม่แน่นอน มีรูพรุน และความเป็นผลึกค่อนข้างสูง เนื่องจากอุณหภูมิในการเผาถ่านหินไม่สูง (ประมาณ 900oC) นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเป็นส่วนผสมปริมาณมากจึงไม่นิยมนาเถ้าลอย FBC เป็นสารปอซโซลาน ผสมกับปูนซีเมนต์ผลิตคอนกรีต งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางใช้เถ้าลอย FBC ในการผลิตเป็นวัสดุจีโอโพลิเมอร์และเพิ่มความเป็นอสัณฐานและความว่องไวของเถ้าลอย FBC โดยผสมซิลิกาฟูมในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อเปลี่ยนปริมาณแคลเซียมที่มากเกินพอในเถ้าลอย FBC เป็นสารประกอบแคลเซียมซิลิเกตไฮเดรตที่ให้กาลังอัดแก่จีโอโพลิเมอร์ ซึ่งพบว่าอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมระหว่างเถ้าลอย FBC กับซิลิกาฟูม (SF) คือ การแทนที่เถ้าลอย FBC ด้วยซิลิกาฟูมร้อยละ 3.75 โดยน้าหนัก ทาให้ได้วัสดุจีโอโพลิเมอร์มีค่ากาลังอัดเพิ่มขึ้น โดยค่ากาลังอัดที่อายุ 90 วัน มีค่าเท่ากับ 21.4 เมกกะปาสคาล

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ