วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การปรับปรุงประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบริการ: กรณีศึกษาโรงแรมจังหวัดสุโขทัย

วิศวกรรมอุตสาหการ

อุตสาหกรรมบริการด้านธุรกิจโรงแรมถือว่ามีบทบาทความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยวอย่างมาก จากสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน และปรับองค์กรให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด โดยใช้ทรัพยากรภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประยุกต์ใช้หลักการแผนผังสายธารคุณค่า (VSM) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความสูญเปล่าในการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของธุรกิจโรงแรม จังหวัดสุโขทัย จำนวน 2 กรณีศึกษา 1. โรงแรมอิสระ (Independent Hotels) และ 2.โรงแรมในระบบเครือข่าย (Chain Hotels) รวมทั้งประยุกต์ใช้หลักการ Why why analysis และหลักการ ECRS Technique ปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยการลงพื้นที่เก็บข้อมูล สังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์ พบว่าหลังปรับปรุงประสิทธิภาพโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกรณีศึกษาที่ 1 สามารถลด NVA 2 กิจกรรม เวลาลดลง 7.15 นาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 3.94% และลด NNVA 1 กิจกรรม เวลาลดลง 5.15 นาที คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 1.37% ส่งผลให้กิจกรรม VA มีร้อยละเพิ่มขึ้นตามไปด้วยคิดเป็น 1.37% กรณีศึกษาที่ 2 สามารถลด NVA 2 กิจกรรม เวลาลดลง 5.20 นาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 0.31% ส่งผลให้กิจกรรม NNVA และ VA ทั้ง 2 กิจกรรมมีร้อยละที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยคิดเป็น 0.32% และ 0.01%

การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดโต๊ะ-เก้าอี้เรียนระดับอนุบาลจากไม้ยางพาราโดยใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (Quality Function Deployment; QFD) เพื่อการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนระดับอนุบาลจากไม้ยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนระดับอนุบาลให้ตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้งาน ทั้งรูปร่างและลักษณะการใช้งานที่ตรงต่อความต้องการ โดยเริ่มต้นดำเนินงานวิจัยนี้ด้วยการศึกษาข้อมูลการเรียนการสอนในห้องเรียนของนักเรียนอนุบาลเพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดกลุ่มตัวอย่างในการดำเนินงานวิจัย จากนั้นศึกษาเสียงความต้องการของผู้ใช้ และออกแบบแบบสอบถามเพื่อหาคะแนนความสำคัญในแต่ละความต้องการของผู้ใช้ นำข้อมูลความต้องการของผู้ใช้และคะแนนความสำคัญมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค QFD แยกออกเป็น 2 เมทริกซ์ คือ เมทริกซ์การวางแผนผลิตภัณฑ์โดยทำการแปลงความต้องการของผู้ใช้ไปเป็นความต้องการทางเทคนิค และเมทริกซ์การออกแบบชิ้นส่วนโดยทำการแปลงความต้องการทางเทคนิคไปเป็นข้อกำหนดคุณลักษณะของชิ้นส่วน และนำผลที่ได้ไปออกแบบทั้งทางด้านขนาด รูปแบบ รูปทรง สีสัน และขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานวิจัยแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้เทคนิค QFD ในการกำหนดคุณลักษณะของชิ้นส่วนซึ่งสามารถนำไปออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนให้มีรูปร่างและการใช้งานที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน โดยพบว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่มีค่าความพึงพอใจเพิ่มขึ้นมากกว่าผลิตภัณฑ์เดิมในทุกคุณลักษณะ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เท่ากับ 4.373 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของผลิตภัณฑ์รูปแบบเก่ามีค่าเท่ากับ 3.437 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 22.23 เปอร์เซ็นต์

การวิเคราะห์ราคาทองคาแท่งด้วยวิธีห่วงโซ่มาร์คอฟ

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้วิเคราะห์อัตราผลตอบแทนการซื้อขายทองคาแท่ง โดยใช้ข้อมูลราคาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2014 จนถึงวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2016 ด้วยวิธีห่วงโซ่มาร์คอฟแบบเวลาไม่ต่อเนื่อง (Discrete-time Markov chain, DTMC) เพื่อหาราคาซื้อและราคาขายที่ให้อัตราผลตอบแทนที่ดีที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปี จากผลการวิจัยราคาซื้อขายทองคาแท่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด เป็นราคาซื้อที่ 17,900 บาทต่อ 1 บาททองคา และราคาขายที่มากกว่า 18,300 บาทต่อ 1 บาททองคา โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ 204% ต่อปี นอกจากนั้นแล้วผลการวิจัยยังบ่งบอกว่าถ้าหากซื้อทองคาแท่งที่ราคาต่ากว่า 20,750 บาทต่อ 1 บาททองคา สามารถให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างน้อย 0.61% เมื่อเทียบกับการฝากเงินฝากประจาที่อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปีอีกด้วย

สมบัติทางกล ทางกายภาพ และทางความร้อนของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสานจากผงแกลบและผงฟางข้าว

วิศวกรรมอุตสาหการ

แกลบและฟางข้าวเป็นวัสดุเหลือใช้ที่มีเป็นจานวนมากในประเทศไทย ทั้งยังมีมูลค่าต่า อย่างไรก็ตามวัสดุเหล่านี้มีศักยภาพต่อการนามาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน ดังนั้นบทความนี้นาเสนอผลกระทบของขนาดอนุภาคและชนิดวัตถุดิบ (แกลบ และฟางข้าว) ต่อสมบัติทางกล ทางกายภาพ และทางความร้อนของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน ซึ่งขนาดอนุภาคที่ใช้ศึกษามี 4 ช่วง คือ ขนาดเล็กกว่า 150 μm ขนาด 150 ถึง เล็กกว่า 212 μm ขนาด 212 ถึง เล็กกว่า 425 μm และขนาดเล็กกว่า 425 μm ในการผลิตแผ่นใยไม้อัดเป็นชิ้นงานตัวอย่างกระทาโดยใช้เครื่องอัดร้อนที่ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 220 oC และแรงดันอัด 17.23 MPa เป็นระยะเวลา 25 นาที และผลจากการทดลองพบว่า ขนาดอนุภาคและชนิดวัตถุดิบมีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญต่อค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด และค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้าของแผ่นใยไม้อัดที่ไม่มีตัวประสาน โดยแผ่นใยไม้อัดมีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด ค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า และค่าการนาความร้อนเพิ่มขึ้นตามขนาดอนุภาคที่เล็กลง แต่ค่าเปอร์เซ็นต์การดูดซับน้าและค่าเปอร์เซ็นต์การพองตัวกลับลดลง เช่นเดียวกันพบด้วยว่า แผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงฟางข้าวมีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด และค่าการนาความร้อนสูงกว่าแผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงแกลบ นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานแผ่นใยไม้อัด พบด้วยว่าแผ่นใยไม้อัดที่ผลิตจากผงแกลบและที่ผลิตจากผงฟางข้าวขนาดเล็กกว่า 150 μm มีค่าความแข็งแรงดัด ค่ามอดูลัสการดัด ค่าความแข็งแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า และค่าเปอร์เซ็นต์การพองตัวผ่าน Japanese Industrial Standard A 5905 เกณฑ์ Type 5 เป็นอย่างน้อย

การบริหารต้นทุนโดยใช้เอบีซีในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้ระบบบริหารต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ โดยประยุกต์กับผลิตภัณฑ์บันไดไม้สำเร็จรูป เพื่อหาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยใช้ระบบต้นทุนกิจกรรมหรือระบบต้นทุนเอบีซี (Activity-Based Costing: ABC) ต้นทุนการผลิตของโรงงานประกอบด้วย ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม ในส่วนของต้นทุนทางอ้อมรูปแบบเดิม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและต้นทุนโสหุ้ยนั้น ยังไม่ได้มีวิธีการจัดสรรเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม เนื่องจากระบบการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับปริมาณและเวลาที่ใช้จริงในการผลิต งานวิจัยนี้จึงทำการประยุกต์ระบบต้นทุนเอบีซี และนำเสนอตัวผลักดันต้นทุนในกิจกรรมการผลิต และพัฒนาโปรแกรมคำนวณต้นทุนการผลิตโดยประยุกต์ใช้วิธีประเมินต้นทุนกิจกรรม โดยเริ่มจากการจำแนกต้นทุนในกิจกรรมการผลิตและออกแบบระบบการเก็บและประเมินต้นทุน จากนั้นวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรม กำหนดตัวผลักดันต้นทุน เกณฑ์การปันส่วนที่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม และทำการจัดสรรต้นทุนของกิจกรรมที่ได้จากการคำนวณลงสู่ผลิตภัณฑ์ ผลการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์จากระบบต้นทุนเอบีซีพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการคำนวณแบบเดิม มีต้นทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลงประมาณ 5.98% ผลการวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าและกิจกรรมที่ต้นทุนการผลิตสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ในการจัดการต้นทุนการผลิตในอนาคต

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากของเสียกลีเซอรอลและนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การผลิตกำลังไฟฟ้าจากของเสียกลุ่มอุตสาหกรรมไบโอดีเซล คือ ของเสียกลีเซอรอล และอุตสาหกรรมฟอกหนัง คือ นํ้าเสียจากโรงงานฟอกหนัง โดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ รวมไปถึงการกำจัดของเสียในรูปซีโอดี จากผลการวิจัย พบว่า กำลังไฟฟ้าจากของเสียกลีเซอรอล มีค่า 0.0018 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง สามาถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ 6.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร เซลล์เชื้อเพลิงจุลชีพสามารถประสิทธิภาพการบำบัดของเสียในรูปซีโอดีจากของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนังได้ 80 และ 90 % ตามลำดับ ในส่วนการกำจัดไนโตรเจนในรูป TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) ที่ได้จากนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพถึง 50% นอกจากนี้ยังมีพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาหลักในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ คือ ไซคลิกโวลแทเมทรีแสดงถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนขั้วไฟฟ้าภายในระบบ และประสิทธิภาพคูลอมป์ (Coulombic efficiency: CE) โดยของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพคูลอมป์ 7.62 และ 15.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เหล่านี้ถือเป็นพารามิเตอร์ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากสารตั้งต้นทั้ง 2 ชนิด ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า นํ้าเสียโรงงานฟอกหนังสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเสียกลีเซอรอล

การศึกษารูปแบบการเดินทางด้วยระบบขนส่งเสริมสาหรับสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน

วิศวกรรมอุตสาหการ

ในปี 2016 เส้นทางการเดินรถไฟฟ้าช่วงสถานีเตาปูน (สายสีม่วง) – บางซื่อ (สายสีน้าเงิน) ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จึงจัดให้บริการระบบขนส่งเสริมเพื่อใช้ในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าทั้งสองสายโดยมีทางเลือก คือ รถไฟชานเมืองและรถโดยสารปรับอากาศ งานวิจัยนี้ได้ทาการศึกษาผลกระทบจากการเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งเสริม และคาดการณ์ผลกระทบกรณีที่มีจานวนผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ผลการศึกษาด้วยแบบจาลองสถานการณ์โดยใช้โปรแกรม PTV Vissim/Viswalk พบว่าในช่วงการเชื่อมต่อด้วยรถไฟฟ้าที่ยังไม่เปิดให้บริการนั้น ผู้โดยสารต้องมีการเดินทางระหว่างชานชาลาของสถานีที่ให้บริการสาหรับรถแต่ละประเภท และต้องมีการรอรถที่ให้บริการ ประกอบกับการเดินทางที่ต้องเจอกับปัญหาการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน ส่งผลให้การเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งเสริมนั้นเกิดความล่าช้า อย่างมาก แม้ว่าจะมีระยะห่างระหว่างสถานีเพียงแค่ประมาณหนึ่งกิโลเมตร โดยเฉพาะกรณีรถโดยสารปรับอากาศที่แม้ว่าจะมีการให้บริการอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับรถไฟชานเมืองที่มีให้บริการเพียงบางช่วงเวลา

การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจสมรรถนะผู้จัดการความรู้ ในการเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของสถาบันอุดมศึกษา

วิศวกรรมอุตสาหการ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของสมรรถนะผู้จัดการความรู้ในการเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มเทคโนโลยีพระจอมเกล้า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดการความรู้ หรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมการจัดการความรู้ของสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จำนวน 265 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (exploratory factory analysis) โดยสกัดองค์ประกอบด้วยเทคนิควิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (principle component analysis : PCA) และหมุนแกนด้วยวิธีแวริแมกซ์ (Varimax Method) ผลการวิจัยพบว่ามี 12 องค์ประกอบ ซึ่งมีค่าไอเกนอยู่ระหว่าง 3.037-9.580 จึงได้สมรรถนะผู้จัดการความรู้ในการเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มเทคโนโลยีพระจอมเกล้า 12 ด้าน

Ant Colony System (ACS) Algorithm for Fleet Size and Mix Vehicle Routing Problem with Time Windows (FSMVRPTW)

วิศวกรรมอุตสาหการ

This study presented the Ant Colony System algorithm together with Local Search in solution of the fleet size and mix vehicle routing problem with time windows (FSMVRPTW). The purposes of this study were 1) to minimize the number of tours (or vehicles), and 2) to minimize the total travel distance where the objective of minimization of the number of tours takes precedence over the minimization of the total travel time. The FSMVRPTW is the planning of using various types of vehicles for the lowest cost of transportation which each type of vehicles have to load the limited goods and distribute them to the customers under the limited time. The researcher integrated the 2-Opt and Move-Exchange methods in the procedures to improve the initial solutions received from the Ant colony algorithm. The researchers employed the developed method to build up the algorithm through the use of Microsoft visual studio C++ version 6.0 with the 5 times of calculation for each problem data set. The parameter was set as a = 1.60, b = 0.1, and r = 0.1 respectively. The 15 Solomon problems including C1, R1, and RC1 sets were employed. The vehicles in this study were classified into two types namely 1) QA which has the maximum load for 200 units, and type QB having the maximum load for 100 units. The results revealed that the Ant Colony System algorithm together with Local Search gave the better solution that using the LINGO software developed by the researchers with the high quality of solution in general at the level of 1.47 percent.

Forecasting ratio of post-tension strands to area for master production schedule

วิศวกรรมอุตสาหการ

The growth of Thailand s real estate and the limit of construction time need to use post-tensioning prestress concrete slab, especially in a large construction project. Because of its nature of engineering-to-order, specifications of a post-tension slab in each project are different. As a result, a factory manufacturing strand for a post-tension slab meet production planning problem whereas weight of strand used in each project cannot be determined until a design process is completed. This problem is not only inefficiency of workforce and underutilization of machines in the factory, but also causes changes in the production plan. Therefore, we studied the information flows after the sale completion to the beginning of production and applied principles of forecasting to estimate quantities of stand for developing master production schedule. This proposed forecasting is a linear regression model using engineering information available before the design stage as factors to predict ratio of stand to area. The analysis of regression model shows that the main regression factors are maximum column span, size of band beam, slab thickness, and super imposed dead loads. The validation of model using a different data shows that Mean Average Percentage Error (MAPE) are 8.6 in terms of ratio of strand to area.

Breakeven and payback period analysis of the rice seeder for wet seeded rice production

วิศวกรรมอุตสาหการ

The results of implementation of rice seeder for wet seeded rice production technology with demonstration rice filed in planting season of 2011 showed that this technology was able to enhance the production efficiency of farmers because it reduced saved rice seeds for wet seeded rice production in large amount. Consequently, farmers were able to reduce the production cost of transplanting rice cultivation by 1,200-1,400 baht per rai, and reduce the production cost of broadcasting rice cultivation by 800-1,000 baht per rai. This research was conducted to study on its operational cost and to analyze breakeven and payback period of rice seeder technology in order to obtain engineering economic data for famers decision making on utilizing this technology. with actual wet seeded rice production. From the results of analyzing on economics by using Straight-Line Method in order to calculate its operational cost, it was found that the breakeven of this rice seeder for wet seeded rice production was 745.47 rai/year. When comparing with sowing operated by human labor, it was found that the breakeven of famers who utilized rice seeder for wet seeded rice production was 2.08 months. In other words, the breakeven could be reached within one planting season compared with the price of rice seeder at 120, 000 baht.

An (s,Q) Inventory Control Model with Return Cost and Price Discount

วิศวกรรมอุตสาหการ

The objective of this study is to construct an inventory control model for an inventory system single item single source by considering the (s,Q) inventory policy with returned items and find the optimal point of purchase (s*) and optimal order quantity (Q*) that minimizing the total cost. In case of regular order, the relationship between demand and returned items is considered into two cases which are 1) demand and returned items are independent 2) demand and returned items are dependent. Demand and return items have Poisson distribution. The results of numerical study show that the case of demand and returned items are independent, the optimal order quantity is greater than the case of demand and returned items are dependent. On the other way round, the previous case reveals lower the minimum of total cost than the latter case. Moreover, these two cases have the same optimal point of purchase. In case of adding price discount, the results show that the case of demand and returned items are independent is greater optimal order quantity than the case of regular order, and the minimum of total cost is decreasing. Demand and returned items are dependent, the case of adding price discount is greater total cost than the regular order. Then, optimal order quantity and the minimum of total cost remain the same.

สมบัติเชิงกลและประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของวัสดุเชิงประกอบยางธรรมชาติที่มีสารตัวเติมผงเขม่าดํา

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้ศึกษาสมบัติเชิงกลและประสิทธิภาพการยับยั้งเชือแบคทีเรียของวัสดุเชิงประกอบยางธรรมชาติ ที่มีผงเขม่าดําเกรด N220, N330 และ N660 ทีปริมาณ 0, 20, 40 และ 60 ส่วนในยางร้อยส่วน (phr) เติมสารยับยังเชื้อ แบคทีเรียชนิด 2-Hydroxypropyl- 3-Piperazinyl-Quinoline carboxylic acid Methacrylate (HPQM) based Neusilin ปริมาณ 0, 3, 5 และ 7 phr เชื้อแบคทีเรียทีใช้ คือ Escherichia coli (E. coli) ATCC 25923 และ Staphylococcus aureus (S. aureus) ATCC 25922 ทดสอบความสามารถการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธีการวัดรัศมีการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Halo test) และการนับจํานวนเชื้อแบคทีเรีย (PCA) พบว่า การเติมผงเขม่าดําเกรด N330 ที่ปริมาณ 40 phr ทําให้ สมบัติเชิงกลทางด้านมอดุลัสแรงดึง ค่าความแข็ง และความต้านทานต่อแรงดึงสูงกว่าเกรด N220 และ N660 และ พบว่าสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียชนิด HPQM based Neusilin ไม่ส่งผลต่อสมบัติเชิงกล โดยทีสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ร่วมกับผงเขม่าดําสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียชนิด E. coli ได้ดีกว่าชนิด S. aureus ซึ่งระดับการเสริมแรงส่งผลต่อ ความสามารถการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย โดยการเสริมแรงที่ดีส่งผลให้มีความสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียลดลง

การประยุกต์ใช้ระบบอาร์เอฟไอดีกับการจัดการศูนย์กระจายสินค้า กรณีศึกษา บริษัทบุญถาวรเซรามิค จากัด

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยฉบับนี้เป็นการนาเสนอการประยุกต์ใช้ระบบอาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification) ของศูนย์กระจายสินค้า กรณีศึกษา บริษัทบุญถาวร เซรามิค จากัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะนาเอาระบบอาร์เอฟไอดีมาแทนที่ระบบบาร์โค้ดในกระบวนการรับสินค้าเข้าและจ่ายสินค้าออกในคลังสินค้า เพื่อลดเวลาและขั้นตอนการทางาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานของศูนย์กระจายสินค้ารังสิต โดยศึกษากระบวนการทางานของศูนย์กระจายสินค้ารังสิตแล้วทาการทดลองติดตั้งระบบอาร์เอฟไอดีในกระบวนการรับสินค้าเข้าและจ่ายสินค้าออกจากคลังสินค้าจากนั้นได้ทาการพัฒนาโปรแกรมควบคุมการสั่งงาน และติดตั้งระบบอาร์เอฟไอดี พบว่า เมื่อนามาอาร์เอฟไอดีมาประยุกต์ใช้งานช่วยลดเวลาและขั้นตอนการทางานของการใช้ระบบบาร์โค้ด และความมันวาวของสินค้าประเภทสุขภัณฑ์และเซรามิคก็ยังไม่มีผลต่อการส่งสัญญาณของตัวอ่านและแท็ก แต่อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ที่นามาติดตั้งยังตอบสนองการทางานของระบบโดยรวมได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากมาตรฐานของอุปกรณ์และไม่มีระบบป้องกันการรบกวนจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้ การติดตั้งระบบอาร์เอฟไอดีของสินค้าประเภทสุขภัณฑ์ทั้งระบบควรเริ่มตั้งแต่ต้นน้าของโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตสินค้า มายังศูนย์กระจายสินค้า และร้านขายปลีก การไหลของสารสนเทศในโซ่อุปทานจึงจะมีพร้อมและถูกต้องแม่นยาในการบริหารจัดการโซ่อุปทานให้มีประสิทธิผลมากขึ้น

การเลือกผังสายการผลิตด้วยวิธีการจาลองสถานการณ์: กรณีศึกษา กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปกระจก

วิศวกรรมอุตสาหการ

อุตสาหกรรมแปรรูปกระจกแห่งหนึ่งมีความต้องการปรับเพิ่มกาลังการผลิตและปรับปรุงสายการผลิต ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรใหม่และปรับย้ายตาแหน่งห้องประกบ-อัดมือและห้องประกบลายผ้าและวัสดุพิเศษ ขั้นแรกทางทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้เครื่องมือตามหลักการ Plant layout โดยใช้แผนภูมิความสัมพันธ์ในการวิเคราะห์เบื้องต้นและได้ผังใหม่ห้องละ 2 แบบที่ต่างกันตรงตาแหน่งของโต๊ะลบคม โต๊ะประกบ และ ตู้ Climate box ซึ่งส่งผลให้ระยะทางการไหลของวัสดุและการเดินทางของพนักงานต่างกัน ในขั้นสุดท้ายทางทีมวิจัยได้ประยุกต์ใช้การจาลองสถานการณ์โดยพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติมด้านความแตกต่างของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ เวลาและจานวนพนักงานที่ใช้ในการผลิต ทั้งนี้มีดัชนีชี้วัดเพิ่มเติมในด้านระยะเวลาการผลิตและจานวนที่ผลิตได้ โดยพบว่าห้องประกบ-อัดมือควรใช้ผัง M2 เพราะสามารถลดพนักงานได้ 1 คน และผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ส่วนห้องประกบลายผ้าและวัสดุพิเศษควรใช้ผัง F1 เพราะผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จก่อนเข้ากระบวนการอัดเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 และมีเวลารอคอยลดลงร้อยละ 29

การวิเคราะห์ความเข้มของสีใบข้าวด้วยซัพพอร์ตเวกเตอร์สำหรับการถดถอย เพื่อลดต้นทุนในการผลิต

วิศวกรรมอุตสาหการ

เกษตรกรนิยมปลูกข้าวพันธุ์ผสมไม่ไวต่อช่วงแสง โดยเลือกใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่เนื่องจากปุ๋ย ไนโตรเจน(ยูเรีย) เป็นปุ๋ยที่สูญเสียง่ายในสภาพน้ำขัง ดังนั้นเพื่อให้การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าว ที่มีสภาพน้ำขังตลอดปีมี ประสิทธิภาพคุ้มค่ากับปริมาณปุ๋ยที่ใช้ จึงมีการแนะนำเกษตรกรแบ่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนให้ตรงกับ ความต้องการของข้าว โดยใช้แผ่น เทียบสีในการวัดสีใบข้าวเป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าว ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเกษตรกรจำเป็นต้องเลือก ใบข้าวอย่างน้อย 10 ใบสุ่มทั่วแปลงข้าว นำมาวัดเทียบกับแผ่นเทียบสีที่สามารถวัดได้เพียงครั้งละ 1 ใบ จึงเกิดความไม่สะดวกและ การวัดสีใบข้าวกลางแจ้ง สีใบข้าวอาจเปลี่ยนไปได้เนื่องจากการสะท้อนของแสงแดดเข้าสู่สายตาผู้วัด นอกจากนี้กรณีที่ทำการวัดได้ ค่าสีกึ่งกลางระหว่างแถบสีก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าสีใบข้าวมีความเข้มของสีอยู่ในช่วงใด งานวิจัยชี้นนี้เสนอเทคนิคด้านการ ประมวลผลภาพในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยนำแผ่นเทียบสีใบข้าวที่มี 4 แถบสี จำนวน 2 แผ่นมาทำการสแกนเก็บเป็นไฟล์ข้อมูล ภาพ จากนั้นนำไปทำการคัดแยกสีใบข้าวด้วยฟัซซีซีมีน จากกลุ่มสีใบข้าวนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยสีเก็บเป็นลักษณะเด่นที่ใช้กับซัพ พอร์ตเวกเตอร์สำหรับการถดถอย เพื่อประมาณค่าสีใบข้าว เป็นการเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนที่ต้องใส่ เพิ่มในนาข้าว จากผลการทดลองได้นำค่าผิดพลาดสัมบูรณ์เฉลี่ยและเปอร์เซนต์ค่าผิดพลาดสัมบูรณ์เฉลี่ยมาเป็นเกณฑ์วัดความ ถูกต้องของระบบ จากผลการทดลองพบว่าวิธีการของซัพพอร์ตเวกเตอร์สำหรับการถดถอยให้ผลรวมค่าผิดพลาดสัมบูรณ์เฉลี่ยและ ผลรวมเปอร์เซนต์ค่าผิดพลาดสัมบูรณ์เฉลี่ยน้อยที่สุดในการทดสอบข้อมูลแบบบอด เมื่อเทียบกับการอ่านค่าสีใบข้าวจากแผ่นเทียบสี ของผู้เชี่ยวชาญ

การเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีการปรับปรุงประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร : กรณีศึกษา โรงงานผลิตอาหารสัตว์

วิศวกรรมอุตสาหการ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มผลผลิตด้วยวิธีการ OEE หรือการปรับปรุงค่าประสิทธิผลโดยรวม ของเครื่องจักรอัดเม็ดในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ โดยทำการศึกษาถึงเหตุที่มีผลทำให้ค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่อง อัดเม็ดมีค่าต่ำด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบคิวซี สตอรี่ ของ JUSE การวิเคราะห์ข้อมูลก่อนปรับปรุงด้วยผังก้างปลาพบว่าตัว แปรที่มีค่าต่ำมีอยู่ 2 ตัวแปร คือ ค่าความพร้อมของเครื่องจักรและค่าสมรรถนะเครื่องจักร ดังนั้นจึงได้จัดทำมาตรการตอบ โต้เหตุเพื่อปรับปรุงค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรให้สูงขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3% ภายหลังการปรับปรุงพบว่าค่า ประสิทธิผลโดยรวมในสายการผลิตที่ 2 เครื่องมีค่าสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 74% สูงขึ้นเป็น 84% ส่วนสายการผลิตที่ 3 เครื่องมีค่าเฉลี่ย 75% สูงขึ้นเป็น 93%

การออกแบบและวิเคราะห์ชิ้นส่วนพลาสติกของเครื่องใช้ไฟฟ้า

วิศวกรรมอุตสาหการ

ปัจจุบันกระบวนการผลิตในทางอุตสาหกรรมมีการแข่งขันกันสูงมาก ซึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยเปิดตลาดเสรี สินค้ามีการแข่งขันกันด้านราคาอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้รวดเร็ว เที่ยงตรงและปรับลดต้นทุนสินค้าให้ต่ำลง นำไปสู่การได้เปรียบในเชิงการตลาดเพื่อที่ ธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้ เครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในบ้านก็เป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่มีการใช้งานกันอย่างกว้างขวางส่วนใหญ่แล้วจะมีชิ้นส่วนที่ทำจากพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ผู้วิจัยได้ออกแบบแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกของเต้าเสียบปลั๊กไฟที่ทำจากวัสดุ (Acrylonitrile Butadiene Styrene) ABS และนำเอา เทคโนโลยี CAD/CAE เข้ามาช่วยในการทำงาน โดยได้ทำการออกแบบและสร้างต้นแบบชิ้นส่วนฝาล่างขึ้น ในการออกแบบใช้ โปรแกรม CAD จากนั้นนำแบบโมเดลที่ได้ ไปวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม CAE เพื่อจำลองการฉีด และวิเคราะห์หาค่าพารามิเตอร์ ต่างๆ เช่น ความดันฉีดย้ำ เวลาฉีดย้ำ อุณหภูมิปลดชิ้นงาน ความเค้นภายในชิ้นงานขณะฉีด อัตราเฉือนที่เกิดขึ้นภายในเนื้อ พลาสติก และการบิดงอของชิ้นงานเป็นต้น เมื่อได้ปรับแต่งจนได้ค่าที่เหมาะสมแล้ว แล้วนำข้อมูลวิเคราะห์ที่ได้ปรับชิ้นงานใหม่ และนำไปขึ้นรูปด้วยเครื่องสร้างชิ้นงานต้นแบบ ใช้ระบบ Selective Laser Sintering (SLS) ทำการตรวจสอบความถูกต้องของ ขนาดชิ้นงาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน

การศึกษาการจัดระบบความปลอดภัยในโรงงานการผลิตใน บริษัท อะตอม แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด

วิศวกรรมอุตสาหการ

การจัดระบบความปลอดภัยในโรงงานผลิต กรณีศึกษา บริษัทอะตอม แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความปลอดภัยในการ ทำงานลดการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ทำให้พนักงานมีความรู้ในเรื่องการดูแล และป้องกัน อุบัติเหตุ และเพื่อหาแนวทางในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ได้แบ่งลำดับการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักดังนี้คือ ศึกษาข้อมูลและวางแผน ในขั้นตอนนี้จะศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่าง ๆ ในเรื่องความปลอดภัย ส่วนขั้นตอนในการดำเนินงานจะเริ่มจากการศึกษากระบวนการผลิตใน บริษัท อะตอม แมนนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด แล้วทำการเก็บข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ที่ก่อให้เกิดอันตราย และแนว ทางในการป้องกัน อันตราย ส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือ จัดทำสื่อความปลอดภัย ในการจัดทำสื่อความปลอดภัยนั้น ยังแบ่งย่อยดังนี้คือ การรณรงค์ เกี่ยวกับความปลอดภัย การจัดกิจกรรม 5 ส. ในงานความปลอดภัย และการจัดทำคู่มือความปลอดภัยในโรงงาน ผลที่ได้จากการ ดำเนินงานสามารถทำให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัย ในการใช้เครื่องจักร การส่งเสริมการทำงานที่ ปลอดภัย และแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุ

การจัดวางผังเครื่องจักรแบบหลายแถวอย่างเหมาะสม โดยวิธีการผสมผสานด้วยการจำลองสถานการณ์ และวิธีประมาณการ โดยการสุ่มหาคำตอบ

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมสำหรับการแก้ปัญหาการจัดวางผังเครื่องจักรแบบหลายแถว โดยใช้ วิธีเชิงพันธุกรรม (Genetic Algorithm: GA) ร่วมกับการใช้การจำลองสถานการณ์ (Simulation) เพื่อให้ผลคำตอบของการจัดวาง ผังเครื่องจักรสามารถตอบสนองสมการเป้าหมายหลายด้านได้ (Multi-objective functions) ซึ่งประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายใน การขนส่งระหว่างเครื่องจักรต่ำ สัดส่วนการทำงานของเครื่องจักร (Utilization Of Machine) ระยะเวลาเฉลี่ยของชิ้นงานในระบบ (Mean Flow Time) เวลาการรอคอยที่เกิดขึ้นในระบบ (Waiting time) จำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้ และงานที่กำลังทำอยู่ในระบบ (Work In Process) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์หลักการวิธีเชิงพันธุกรรม และการใช้การจำลองสถานการณ์ สามารถ ช่วยในการจัดผังโรงงานให้ตอบสนองสมการเป้าหมายหลายด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ