วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (2563) มีค่า JIF = 0.094 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in TCI Tier 2 (2020) with impact factor, JTIF 0.094

บทความ

การวิเคราะห์ปริมาณของแคทเทชินในน้ามันเมล็ดชา จากต้นคาเมลเลียโอเลเฟรา เอเบล

วิทยาศาสตร์

การใช้เครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) เป็นเทคนิคที่ง่าย เชื่อถือได้ และทาซ้าได้ ซึ่งในการวิจัยนี้ ได้นามาพัฒนาเพื่อศึกษาการตรวจสอบความถูกต้องของการหาปริมาณแคทเทชินในสารสกัดน้ามันเมล็ดชาจากต้นคาเมลเลียโอเลเฟรา เอเบล การทดสอบหาสภาวะที่เหมาะสมโดยใช้คอลัมน์ชนิด ACE (C18 ขนาด 150 × 4.6 มม.) ด้วยเมทานอลในน้าที่มีกรดอะซิติก 2 % มีสัดส่วนโดยปริมาตร 11 ต่อ 89 เป็นตัวทาละลายเคลื่อนที่ ใช้อัตราการไหลที่ 1 มิลลิลิตรต่อนาที ในระบบ แบบเดี่ยว (isocratic system ) และวัดความยาวคลื่นที่ 280 nm แล้วพบว่าความถูกต้องของการใช้แคทเทชินเป็นสารมาตรฐานแสดงด้วย ความเป็นเส้นตรงของวิธีการนี้ (R2 = 0.999) ความแม่นยาของวิธีการ (RSD <4%) สาหรับความเข้มข้นช่วง 20-100 ppm โดยมีกรดกัลลิกเป็นสารมาตรฐานเทียบภายใน การวิเคราะห์ขีดจากัดต่าสุดของการทดสอบเชิงคุณภาพ คือ 1.061 ppm และความเข้มข้นต่าสุดที่วิธีวิเคราะห์สามารถวิเคราะห์เชิงปริมาณได้คือ 3.54 ppm วิธีการนี้สามารถใช้ตรวจวิเคราะห์หาแคทเทชินที่สกัดจากน้ามันเมล็ดชาที่ขายทั่วไปด้วยตัวทาละลาย 3 ชนิดอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยนี้พบว่า ความเข้มข้นเฉลี่ยของน้ามันเมล็ดชาตัวอย่างที่ขายตามท้องตลาดที่สกัดแล้วอยู่ที่ 4.27  0.0908 ppm (n=3) ผลงานวิจัยนี้สามารถใช้ในการควบคุมคุณภาพและเป็นประโยชน์อ้างอิงสาหรับการใช้พัฒนาเป็นอาหารเสริมและอุตสาหกรรมการทางยาต่อไป

ผลกระทบของความหนาและอัตราภาระต่อความต้านทานการแตกหักภายใต้ภาระรูปแบบที่ 1ของอีพอกซีเรซิน

วิศวกรรมเครื่องกล

ปัจจุบันวัสดุกลุ่มพอลิเมอร์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยอีพอกซีเรซินเองก็เป็นหนึ่งในวัสดุกลุ่มพอลิเมอร์ที่นิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายเนื่องจากคุณสมบัติทางกลที่ค่อนข้างสูงและสามารถขึ้นรูปได้ง่ายเนื่องจากมีสถานะเป็นของเหลวก่อนการขึ้นรูป การที่อีพอกซีเรซินง่ายต่อการขึ้นรูปนี้ทำให้อีพอกซีเรซินถูกนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมหลายภาคส่วน ลักษณะการใช้งานที่หลากหลายส่งผลให้ลักษณะการรับภาระหรือขนาดของชิ้นส่วนที่ทำจากอีพอกซีเรซินแตกต่างกันไปด้วย ในการใช้งานชิ้นส่วนที่ทำจากอีพอกซีเรซินหรือมีอีพอกซีเรซินเป็นส่วนประกอบจะพบว่าหลายครั้งชิ้นส่วนเกิดการเสียหายภายใต้ภาระที่ตํ่ากว่าที่ออกแบบไว้ เนื่องจากการออกแบบชิ้นส่วนที่ซับซ้อนเหล่านั้นไม่ได้คำนึงถึงการเกิดรอยร้าวบนชิ้นส่วนนั่นเอง กรณีที่ชิ้นส่วนมีความซับซ้อนปัจจัยที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือความต้านทานการแตกหักของวัสดุที่ใช้ทำชิ้นส่วน ดังนั้นในงานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาถึงความต้านทานการแตกหักของอีพอกซีเรซินภายใต้ภาระรูปแบบที่ 1ซึ่งจำลองลักษณะการใช้งานที่หลากหลายด้วยการเปลี่ยนแปลงช่วงของตัวแปรอัตราภาระและความหนาของชิ้นทดสอบ สำหรับการคำนวณความต้านทานการแตกหักนั้นจะใช้การคำนวณด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ จากการทดสอบจะพบว่าอัตราภาระและความหนาของชิ้นทดสอบต่างส่งผลกระทบที่ชัดเจนต่อความต้านทานการแตกหักและพฤติกรรมการแตกหักของอีพอกซีเรซิน

การทำนายพฤติกรรมการคลายความเค้นของพอลิเมอร์โฟมแบบเซลล์ปิดภายใต้แรงกด

วิศวกรรมเครื่องกล

พอลิเมอร์โฟมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งในปัจจุบัน มีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายโดยใช้เป็นแกนของโครงสร้างแบบแซนด์วิซเพื่อลดมวลรวม เช่น โครงสร้างพื้นเรือ ตู้ขนส่งสินค้า ปีกเครื่องบิน เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติเด่นคือมีอัตราส่วนระหว่างความแข็งแรงต่อนํ้าหนักสูง โดยการนำไปใช้งานในเชิงโครงสร้างที่ต้องรับงานภายใต้ภาระกดนั้น วัสดุจึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติการคลายความเค้นจากการรับภาระได้ดี หากไม่สามารถคลายความเค้นจากการรับภาระจนวัสดุเกิดความเสียหายจะไม่ปลอดภัยในการนำไปใช้งาน งานวิจัยนี้จึงทำการทดสอบและวิเคราะห์การคลายความเค้นของวัสดุพอลิไวนิลคลอไรด์แบบเซลล์ปิดที่อัตราภาระแตกต่างกัน ในช่วง 0.1 ถึง 500 มิลลิเมตรต่อนาที ผลแสดงให้เห็นว่าอัตราภาระที่แตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมการคลายความเค้นของวัสดุที่ได้แตกต่างกัน เพื่อลดการทดสอบที่เป็นการทำลายวัสดุได้ทำการทำนายพฤติกรรมการคลายความเค้นด้วยสมการรูปทั่วไปของแมกซ์เวลล์ (Generalized Maxwell Model) ในรูปแบบอนุกรมของโพรนี (Prony’s Series) นำผลการทดสอบดังกล่าวคาดการณ์พฤติกรรมการคลายความเค้นที่อัตราภาระที่ 0.1 และ 500 มิลลิเมตรต่อนาที ทดสอบจริงที่อัตราภาระดังกล่าวพบว่าผลที่ได้ไม่แตกต่างกัน

Assessment of Wind Energy Potential in Thailand Based on Using the Multiple-Weibull Distribution

วิศวกรรมเครื่องกล

Wind energy potential analysis is a design key to maximize wind turbine efficiency and annual energy output. Typically, the annual wind speed frequency is represented by a Single-Weibull distribution curve in spite of strong and calm wind patterns could occur through a year in many regions in the world, Thailand for instance. For this reason, wind energy potential should be analyzed by Multiple-Weibull distribution curves which are the representative of the meteorological seasons due to the monsoon’s effect. Therefore the objective of this study is to compare the accuracy of the Single-Weibull distribution and the Multiple-Weibull distribution in assessment of wind energy potential. The comparison was made between these two statistical distribution functions and the actual wind speed distribution (measured wind speed frequency) in order to determine the level of credibility of these two distribution functions. The wind speed data employed in this study was measured at Lamtakhong dam site in Nakhon Ratchasima province, Thailand. As the results, the error between the Single-Weibull distribution was 16.46% where the error between the Multiple-Weibull distribution was 14.82%, it was revealed that the smaller error, the higher reliability. Two of the most widely used wind turbines (Enercon E-30 and Windspot) were selected to verify the Multiple-Weibull concept. Approximately 40% increase in annual energy yield by using this method. So, the results confirmed that the Multiple-Weibull distribution is valid for the assessment of the annual energy production of wind turbines. Therefore, this will be a practical method for achieving the optimal design of stall-regulated wind turbine in the further work.

การประยุกต์ใช้กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้มีการประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง บทความนี้จึงเป็นการ การแนะนำให้รู้จักถึงทฤษฎีของกระบวนการออสโมซิสผันกลับ ชนิดของเมมเบรนที่ใช้, หลักการทำงานเบื้องต้นและตัวอย่างใน กระบวนการอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ศึกษานั้นได้มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการนี้ รวมไปถึงทั้งการเลือกโมดูลที่นำมาใช้ใน กระบวนการออสโมซิสผันกลับ โดยแต่ละโมดูลนั้นมีลักษณะและระบบการทำงานภายในโมดูลแต่ละตัวที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ ผู้ใช้นั้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นแล้วผู้เขียนยังได้ให้ความรู้เรื่ององค์ประกอบพื้นฐานของ กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตลอดจนถึงการชี้ให้เห็นถึงการนำไปประยุกต์ในกระบวนการของ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การไปประยุกต์ใช้กับการกระบวนการบำบัดน้ำเสียในอุตสาหกรรม หรือกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำ ทะเล ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่ระบบออสโมซิสผันกลับเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก

การบริหารต้นทุนโดยใช้เอบีซีในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้ระบบบริหารต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ โดยประยุกต์กับผลิตภัณฑ์บันไดไม้สำเร็จรูป เพื่อหาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยใช้ระบบต้นทุนกิจกรรมหรือระบบต้นทุนเอบีซี (Activity-Based Costing: ABC) ต้นทุนการผลิตของโรงงานประกอบด้วย ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม ในส่วนของต้นทุนทางอ้อมรูปแบบเดิม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและต้นทุนโสหุ้ยนั้น ยังไม่ได้มีวิธีการจัดสรรเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม เนื่องจากระบบการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับปริมาณและเวลาที่ใช้จริงในการผลิต งานวิจัยนี้จึงทำการประยุกต์ระบบต้นทุนเอบีซี และนำเสนอตัวผลักดันต้นทุนในกิจกรรมการผลิต และพัฒนาโปรแกรมคำนวณต้นทุนการผลิตโดยประยุกต์ใช้วิธีประเมินต้นทุนกิจกรรม โดยเริ่มจากการจำแนกต้นทุนในกิจกรรมการผลิตและออกแบบระบบการเก็บและประเมินต้นทุน จากนั้นวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรม กำหนดตัวผลักดันต้นทุน เกณฑ์การปันส่วนที่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม และทำการจัดสรรต้นทุนของกิจกรรมที่ได้จากการคำนวณลงสู่ผลิตภัณฑ์ ผลการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์จากระบบต้นทุนเอบีซีพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการคำนวณแบบเดิม มีต้นทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลงประมาณ 5.98% ผลการวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าและกิจกรรมที่ต้นทุนการผลิตสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ในการจัดการต้นทุนการผลิตในอนาคต

ทฤษฎีเบลดเอลิเมนท์โมเมนตัมเพื่อการประเมินประสิทธิภาพ กังหันลมเสื่อลำแพน

วิศวกรรมเครื่องกล

กังหันลมเสื่อลำแพนเป็นเครื่องจักรกลท้องถิ่นของประเทศไทย ปัจจุบันใช้ในการสูบนํ้าเข้านาเกลือ เป็นกังหันลมแกนนอนที่มีลักษณะใบเป็นรูปสามเหลี่ยมทำจากผ้าใบ กังหันลมเสื่อลำแพนแบบดั้งเดิมจะมีประสิทธิภาพประมาณ 10-17% แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาจนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้สูงขึ้นถึง 30-35% ดังนั้นจากต้นทุนการสร้างที่ค่อนข้างตํ่า โครงสร้างเรียบง่าย และประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ทำให้กังหันลมเสื่อลำแพน มีความน่าสนใจต่อการทำวิจัยมากขึ้น อนึ่งงานวิจัยประเภทการจำลอง (Simulation) ก็นับเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะว่าการจำลองที่แม่นยำจะนำไปสู่การประเมินค่าแรงบิด กำลัง และประสิทธิภาพในสภาวะอื่น ๆได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องพึ่งการทดลอง ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการออกแบบใบกังหันลม วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือ สร้างแบบจำลองกังหันลมเสื่อลำแพนโดยใช้พื้นฐานทฤษฎีเบลดเอลิเมนท์โมเมนตัม เพื่อประเมินประสิทธิภาพและสอบเทียบกับผลการทดลอง การประเมินประสิทธิภาพจะพิจารณาที่มุมพิตช์ปลายใบ 4 ลักษณะ คือ 5, 10, 15 และ 20 องศา ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประสิทธิภาพกังหันลมเสื่อลำแพนที่ประเมินด้วยแบบจำลองมีความแม่นยำ ที่มุมพิตช์ปลายใบเท่ากับ 10, 15 และ 20 องศา ในช่วงอัตราส่วนความเร็วปลายใบ 2.0-3.5 โดยมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยเท่ากับ 7.0%

แบบจำลองคณิตศาสตร์ด้วยวิธีพื􀃊นผิวตอบสนองและวิธีโครงข่ายประสาทเทียม สำหรับทำนายผลแรงดึงเฉือนและขนาดนักเกตสำหรับเหล็กเคลือบสังกะสี JIS G3313 ที่ผ่านการเชื่อมความต้านทานชนิดจุด

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและวิเคราะห์รูปแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมด้วยวิธีการพื้นผิว ตอบสนอง โดยออกแบบการทดลองแบบส่วนประสมกลาง และแบบจำลองด้วยวิธีโครงข่ายประสาทเทียม ในการ ทำนายค่าแรงดึงเฉือนและขนาดนักเกตสำหรับการเชื่อมความต้านทานชนิดจุดในเหล็กเคลือบสังกะสี JIS G3313 ปัจจัยที่ใช้ในการศึกษา 3 ปัจจัยได้แก่ กระแสไฟฟ้า เวลา และแรงกดอิเล็กโทรดในการเชื่อม หลังจากทำการเชื่อมได้มี การทดสอบแรงดึงเฉือน การวัดขนาดนักเกต และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบ ส่องกราด ผลการวิจัยพบว่าสภาวะการเชื่อมที่เหมาะสม คือ กระแสไฟฟ้าในการเชื่อม 12 กิโลแอมแปร์ เวลาในการ เชื่อมไซเคิล และแรงกดอิเล็กโทรด 1.5 กิโลนิวตัน ส่งผลให้มีค่าแรงดึงเฉือน มีขนาดนักเกตตามเกณฑ์การยอมรับ ตามมาตรฐาน JIS Z3140:2017 โครงสร้างจุลภาคบริเวณเขตอิทธิพลความร้อนมีเกรนของเฟอร์ไรท์ เพิร์ลไรท์ละเอียด และหนาแน่น บริเวณนักเกตเกิดโครงสร้างเฟอร์ไรท์รูปเข็มที่มีความละเอียด จึงส่งผลให้ชิ้นงานเชื่อมมีความแข็งแรง สูง แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสม คือ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จากวิธีโครงข่ายประสาทเทียม โดย โครงสร้างโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการทำนายค่าแรงดึงเฉือน คือ ชั้นอินพุทจำนวน 3 นิวรอน ชั้นซ่อนจำนวน 10 นิวรอน และชั้นแสดงผลจำนวน 1 นิวรอน (3-10-1) ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองที่ 0.0026 ค่าสัมประสิทธิ์ การตัดสินใจที่ 0.956 สำหรับทำนายขนาดนักเกต ชั้นอินพุทจำนวน 3 นิวรอน ชั้นซ่อนจำนวน 5 นิวรอน และชั้น แสดงผลจำนวน 1 นิวรอน (3-5-1) ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสองที่ 0.0004 ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจที่ 0.958 โดยงานวิจัยนี้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตสามารถนำข้อมูลวิจัย และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ดังกล่าวไปใช้เพื่อ พยากรณ์ ควบคุมคุณภาพของรอยเชื่อมให้ได้ค่าแรงดึงเฉือน และขนาดนักเกตตามเกณฑ์การยอมรับต่อไป

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากของเสียกลีเซอรอลและนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การผลิตกำลังไฟฟ้าจากของเสียกลุ่มอุตสาหกรรมไบโอดีเซล คือ ของเสียกลีเซอรอล และอุตสาหกรรมฟอกหนัง คือ นํ้าเสียจากโรงงานฟอกหนัง โดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ รวมไปถึงการกำจัดของเสียในรูปซีโอดี จากผลการวิจัย พบว่า กำลังไฟฟ้าจากของเสียกลีเซอรอล มีค่า 0.0018 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง สามาถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ 6.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร เซลล์เชื้อเพลิงจุลชีพสามารถประสิทธิภาพการบำบัดของเสียในรูปซีโอดีจากของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนังได้ 80 และ 90 % ตามลำดับ ในส่วนการกำจัดไนโตรเจนในรูป TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) ที่ได้จากนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพถึง 50% นอกจากนี้ยังมีพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาหลักในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ คือ ไซคลิกโวลแทเมทรีแสดงถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนขั้วไฟฟ้าภายในระบบ และประสิทธิภาพคูลอมป์ (Coulombic efficiency: CE) โดยของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพคูลอมป์ 7.62 และ 15.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เหล่านี้ถือเป็นพารามิเตอร์ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากสารตั้งต้นทั้ง 2 ชนิด ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า นํ้าเสียโรงงานฟอกหนังสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเสียกลีเซอรอล

การปรับปรุงประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมบริการ: กรณีศึกษาโรงแรมจังหวัดสุโขทัย

วิศวกรรมอุตสาหการ

อุตสาหกรรมบริการด้านธุรกิจโรงแรมถือว่ามีบทบาทความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมขนส่ง และการท่องเที่ยวอย่างมาก จากสภาวะการแข่งขันในปัจจุบันส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน และปรับองค์กรให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด โดยใช้ทรัพยากรภายในองค์กรให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงประยุกต์ใช้หลักการแผนผังสายธารคุณค่า (VSM) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบความสูญเปล่าในการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของธุรกิจโรงแรม จังหวัดสุโขทัย จำนวน 2 กรณีศึกษา 1. โรงแรมอิสระ (Independent Hotels) และ 2.โรงแรมในระบบเครือข่าย (Chain Hotels) รวมทั้งประยุกต์ใช้หลักการ Why why analysis และหลักการ ECRS Technique ปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยการลงพื้นที่เก็บข้อมูล สังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์ พบว่าหลังปรับปรุงประสิทธิภาพโลจิสติกส์และโซ่อุปทานกรณีศึกษาที่ 1 สามารถลด NVA 2 กิจกรรม เวลาลดลง 7.15 นาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 3.94% และลด NNVA 1 กิจกรรม เวลาลดลง 5.15 นาที คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้น 1.37% ส่งผลให้กิจกรรม VA มีร้อยละเพิ่มขึ้นตามไปด้วยคิดเป็น 1.37% กรณีศึกษาที่ 2 สามารถลด NVA 2 กิจกรรม เวลาลดลง 5.20 นาที คิดเป็นร้อยละที่ลดลง 0.31% ส่งผลให้กิจกรรม NNVA และ VA ทั้ง 2 กิจกรรมมีร้อยละที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยคิดเป็น 0.32% และ 0.01%

การเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม สำหรับแก้ปัญหาการจัดตารางสอบ

วิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม เพื่อหาชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับปัญหาที่สนใจในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 1) กลุ่มผู้เรียนที่เรียนในรายวิชาเดียวกันต้องสอบพร้อมกัน 2) ผู้เรียนจะต้องสอบ 1 วิชาในช่วงเวลาเดียวกัน 3) ห้องสอบต้องมีขนาดเพียงพอกับผู้เรียน 4) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางคุมสอบให้อยู่นอกคาบเวลาปกติ 5) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางสอบให้ผู้เรียน สอบมากเกินไปในแต่ละวัน การคัดเลือกที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการคัดเลือก 3 รูปแบบ คือ การคัดเลือกแบบวงล้อรูเล็ต (Roulette Wheel Selection) การคัดเลือกแบบจัดอันดับ (Ranking Selection) และการคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน (Tournament Selection) การกลายพันธุ์ที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการกลายพันธุ์ 3 รูปแบบ คือ การกลายพันธุ์แบบสลับที่ (Swap Mutation) การกลายพันธุ์แบบแทรก (Insertion Mutation) และการกลายพันธุ์แบบผกผัน (Inversion Mutation) รวมไปถึงการหาค่าความเหมาะสมของความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์ จำนวนประชากร และจำนวนรุ่นที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ชุดพารามิเตอร์ที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงสุดคือ การคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน การกลายพันธุ์แบบสลับที่ ความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์เท่ากับ 75 % โดยมีจำนวนประชากรเท่ากับ 20 ซึ่งให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,168 จาก 7,350 และจำนวนรุ่นที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ที่ 365 รุ่น

5G: เทคโนโลยีการสื่อสารแห่งทศวรรษหน้า

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความวิชาการนี้เป็นบทความที่นำเสนอภาพรวมและสถานการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมยุคที่ 5 หรือที่เรียกว่า 5G ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้เริ่มอธิบายตั้งแต่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากนั้นทำการอธิบายถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดเทคโนโลยี 5G เทคโนโลยีสำคัญที่สนับสนุน 5G ข้อกำหนดที่สำคัญๆ สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ตลอดจนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะที่โดดเด่นของของเทคโนโลยีดังกล่าว (เช่น อัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า และการประวิงเวลาที่ตํ่ามาก เป็นต้น) และกรณีการใช้งาน 5G หรือการประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้ บทความนี้ยังนำเสนอสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ 5G ที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ดังนั้น บทความนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาหรือผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมีการให้บริการภายในอนาคตอันใกล้นี้

การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุดโต๊ะ-เก้าอี้เรียนระดับอนุบาลจากไม้ยางพาราโดยใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (Quality Function Deployment; QFD) เพื่อการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนระดับอนุบาลจากไม้ยางพารา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนระดับอนุบาลให้ตอบสนองต่อกลุ่มผู้ใช้งาน ทั้งรูปร่างและลักษณะการใช้งานที่ตรงต่อความต้องการ โดยเริ่มต้นดำเนินงานวิจัยนี้ด้วยการศึกษาข้อมูลการเรียนการสอนในห้องเรียนของนักเรียนอนุบาลเพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดกลุ่มตัวอย่างในการดำเนินงานวิจัย จากนั้นศึกษาเสียงความต้องการของผู้ใช้ และออกแบบแบบสอบถามเพื่อหาคะแนนความสำคัญในแต่ละความต้องการของผู้ใช้ นำข้อมูลความต้องการของผู้ใช้และคะแนนความสำคัญมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค QFD แยกออกเป็น 2 เมทริกซ์ คือ เมทริกซ์การวางแผนผลิตภัณฑ์โดยทำการแปลงความต้องการของผู้ใช้ไปเป็นความต้องการทางเทคนิค และเมทริกซ์การออกแบบชิ้นส่วนโดยทำการแปลงความต้องการทางเทคนิคไปเป็นข้อกำหนดคุณลักษณะของชิ้นส่วน และนำผลที่ได้ไปออกแบบทั้งทางด้านขนาด รูปแบบ รูปทรง สีสัน และขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ ผลลัพธ์จากการดำเนินงานวิจัยแสดงให้เห็นการประยุกต์ใช้เทคนิค QFD ในการกำหนดคุณลักษณะของชิ้นส่วนซึ่งสามารถนำไปออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในชั้นเรียนให้มีรูปร่างและการใช้งานที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน โดยพบว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่มีค่าความพึงพอใจเพิ่มขึ้นมากกว่าผลิตภัณฑ์เดิมในทุกคุณลักษณะ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เท่ากับ 4.373 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมของผลิตภัณฑ์รูปแบบเก่ามีค่าเท่ากับ 3.437 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 22.23 เปอร์เซ็นต์

การอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัญญาทางปกครองและการอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาที่ทำให้ข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนไม่อาจยุติได้โดยการอนุญาโตตุลาการ และมีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย เกิดจากการไม่มีกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ทำให้ไม่มีหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีความละเอียดและรัดกุมอย่างเพียงพอ และจากการเปรียบเทียบกฎหมาย ในบางประเทศมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม จากหลักการทั่วไป ให้ต้องกำหนดเรื่องที่สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกรอบวงเงินสูงสุดซึ่งอนุญาโตตุลาการสามารถสั่งให้คู่พิพาทจ่ายให้แก่กันได้เมื่อมีคำวินิจฉัยไว้ จึงเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง โดยให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

การศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามความเห็นของหัวหน้างาน และศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการบริหารความปลอดภัยการปฏิบัติงานของพนักงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานฝ่ายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา สำหรับวิธีการดำเนินการวิจัยนั้น ผู้วิจัยได้ออกแบบแบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.08) รวมถึงปัจจัยแต่ละด้านก็มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งหมด ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (x􀴤 = 4.23) ด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x􀴤 = 3.94) และความรู้และทักษะที่จำเป็นของหัวหน้างานในการบริหารจัดการอย่างปลอดภัยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.00) โดยด้านความรู้ในการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (x􀴤 = 4.08) ซึ่งทักษะของผู้นำที่ดีของหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับต้นจะต้องใช้ทักษะด้านเทคนิค รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติงานของแผนกนั้นๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใต้บังคับบัญชา

การวิเคราะห์ Moderated Mediation Model ด้วยโปรแกรม PROCESS

อื่นๆ

ตัวแปรคั่นกลางคือตัวแปรที่ซ่อนเร้นเชื่อมโยงตัวแปรต้นทางและปลายทางได้เอาไว้ อาจมีเพียงตัวแปรเดียวหรือหลายตัว กรณีมีตัวแปรคั่นกลางหลายตัวยังอาจเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต้นทางแบบขนานหรือแบบอนุกรมขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานเรื่องนั้นจนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรใดบ้าง ทั้งนี้หากผู้วิจัยสนใจที่จะทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ของเส้นทางในตัวแบบการคั่นกลาง ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ผ่านตัวแบบการกำกับอิทธิพลการคั่นกลาง (moderated mediation model)

ระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหารและค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้คนจึงเริ่มทำอาหารรับประทานกันด้วยตัวเองจากวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่มีอยู่ ซึ่งบางครั้งไม่ทราบว่าสามารถนำไปทำอาหารอะไรได้บ้าง จึงทำได้แต่รายการอาหารเดิม ๆ ทำให้เกิดความจำเจในการรับประทานอาหาร และไม่สนุกกับการทำอาหารบทความวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบและพัฒนาระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก โดยใช้งานได้บนอุปกรณ์พกพา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และสามารถใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายรูปวัตถุดิบที่ผู้ใช้มีอยู่แล้วในครัว เช่น กระเทียม เนื้อหมู ผัก ฯลฯ เพื่อส่งภาพเข้ามาในระบบให้ค้นหาสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการค้นหาสูตรอาหารให้แก่ผู้ใช้ ส่วนประกอบหลักของระบบประกอบด้วย (1) แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่พัฒนาด้วย React Native ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเพิ่มสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารได้โดยใส่ชื่อวัตถุดิบ รวมถึงการใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายภาพวัตถุดิบเพื่อค้นหาสูตรการทำอาหาร, (2) เว็บแอปพลิเคชันพัฒนาบน MERN stack สำหรับผู้ดูแลระบบ เพื่อใช้ในการเพิ่มคำหลักในการค้นหาให้กับวัตถุดิบ รวมถึงทดสอบแบบจำลองที่ได้สร้างขึ้น และ (3) โครงข่ายประสาทเทียมการเรียนรู้เชิงลึกที่มีการใช้อัลกอริธึม YOLO ผ่านไลบรารี Darknet สำหรับการสร้างแบบจำลองในการรู้จำภาพแบบจำลองได้ฝึกสอนให้สามารถรู้จำวัตถุดิบได้จำนวน 20 ประเภท โดยสอนด้วยภาพวัตถุดิบประเภทละ 100 ภาพ หลังจากฝึกสอนแบบจำลองจำนวน 36,000 รอบ แบบจำลองมีค่าสูญเสียเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0408 และมีค่า Precision, Recall และ F1-score อยู่ที่ 0.96, 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ

เทคโนโลยีสะอาดของการจัดการของเสียในฟารม์โคนม จังหวัดราชบุรี

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเทคโนโลยีสะอาดโดยการสัมภาษณ์และการรวบรวม ข้อมูลการวิเคราะห์คุณภาพนํ้าของการจัดการของเสียในฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมขนาดกลาง (แบบผูกยืนโรง) จํานวน 1 ฟาร์ม และขึนทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของนําใช้ ในการล้างทําความสะอาดคอก/โรงเรือน จากการตรวจวัดอัตราการไหลของนํ้าและระยะเวลาการล้างทําความสะอาด ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในการเดินเครื่องสูบนํ้าเพื่อการล้างทําความสะอาด ปริมาณนํ้าเสียและคุณภาพนํ้าทิ้งจากระบบ บําบัดนํ้าเสีย (pH, BOD, TSS, TP และ TKN) รวมทั้งการจัดการมูลโค เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ปริมาณนํ้าใช้ในการล้างทําความสะอาดของคอก/โรงเรือนลดลงร้อยละ 11 และระยะเวลาการล้างทําความสะอาด ลดลง 20-30 นาทีต่อครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 23 และปริมาณนํ้าเสียลดลงและคุณภาพนํ้าทิ้งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายนํ้าทิ้งจากแหล่งกําเนิดมลพิษ ประเภทการเลียงสุกรมาตรฐาน ข นอกจากนี้การ จัดการมูลโคยังพบว่า การตากมูลโคให้แห้งบนลานตากแบบพื้นปูนใช้ระยะเวลาน้อยกว่าลานตากแบบพื้นดินประมาณ 2 - 3 วัน สามารถลดความชื้นและเก็บมูลโคแห้งบรรจุถุงเตรียมขายในราคากิโลกรัมละ 4 - 5 บาท

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ ในยุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ จำนวน 360 คน โดยใช้เกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการโครงสร้าง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และนักวิชาการด้านการตลาด จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับตัวแปรที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อยู่ในระดับมาก และ 2) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้ประกอบการ เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์ทางธุรกิจ และนวัตกรรมการจัดการ ส่งต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 นอกจากนี้ ผลการวิจัย ยังพบประเด็นสำคัญว่า ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ต้องค้นหาความต้องการของลูกค้าและสนองความต้องการเหล่านั้นทันที เพื่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดอย่างรวดเร็ว โดยการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดตามภาวะตลาดเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และประยุกต์ใช้นวัตกรรมการจัดการในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายตลาดให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของลูกค้าและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ เกิดการสื่อสารทางบวกแบบปากต่อปาก มีการบริโภคซํ้า และมีความภักดีต่อแบรนด์ ผลงานวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสู่การพัฒนาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในการแข่งขันทางการตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์

การปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการ

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาและปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กรณีศึกษาสายการผลิต Power main A-Plat No.1 ซึ่งมีปริมาณการค้างส่งร้อยละ 16.50 จากการศึกษาปัญหาเบื้องต้นพบว่า การผลิตใช้เวลานานและมีขั้นตอนในการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงมีแนวคิดที่มุ่งเน้นเพื่อกำจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ การดำเนินการปรับปรุงเริ่มจากการศึกษากระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องมือการศึกษาวิธีการทำงาน และการศึกษาเวลา ทำการจำแนกความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานตามหลักการความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาในการวิเคราะห์หาสาเหตุของแต่ละปัญหา เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยหลักการ ECRS ซึ่งผลที่ได้จากการปรับปรุงพบว่าเวลาในการทำงานสถานีงานที่ 1 ลดลงจากเดิม 17.27 วินาทีต่อชิ้น เหลือ 14.93 วินาทีต่อชิ้น คิดเป็นร้อยละ 13.55 และจากการปรับปรุงในสถานีงานที่ 2 มีเวลาการทำงานก่อนการปรับปรุง 19.21 วินาทีต่อชิ้น ลดลงเหลือ 15.70 วินาทีต่อชิ้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.27 ส่งผลทำให้จำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 187 ชิ้นต่อชั่วโมง เป็น 220 ชิ้นต่อชั่วโมง มีค่าสมดุลการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 84.73 เป็น ร้อยละ 90.89 และปริมาณการค้างส่งลดลงจาก ร้อยละ 16.50 เหลือ ร้อยละ 13.22

การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาและเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามัน

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำตะกอนประปากับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันมาสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์ เพื่อคัดเลือกอัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมะสม โดยแปรผลจากการพัฒนากำลังรับแรงอัด และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนหล่อแข็งจีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ ภายหลังการบ่มสูงสุด 60 วัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระดับโครงสร้างจุลภาคได้แก่ เทคนิค XRF XRD และSEM ผลการวิจัยสรุปได้ว่า อัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์เท่ากับ 2.50 (อัตราส่วนที่ใช้ในการทดสอบคือ 1.77 2.00 2.50 และ 3.00) สามารถเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ภายใต้ปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันได้ และให้กำลังรับแรงอัดสูงที่สุดเท่ากับ 40.56 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ส่วนการใช้เทคนิค XRD และ SEM แสดงการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอะลูมิโนซิลิเกต สามารถบ่งบอกการเกิดปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันและผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ได้ สรุปได้ดังนี้ เทคนิค XRD พบโครงสร้างผลึกของสารประกอบ Sodium Aluminum Silicate Hydrate (Na96Al96Si96O384.216H2O; NASH) แทนที่พีกของ Quartz และ Potassium Aluminum Silicate (KAlSi2O6) ตลอดการเลี้ยวแบนของรังสีที่มุม 2 theta เทคนิค SEM แสดงลักษณะพื้นผิวของจีโอพอลิเมอร์ มีลักษณะเป็นเจลหรือผลึกมีรูปทรงแตกต่างกัน ซ้อนทับหลายชั้น กระจัดกระจายทั่วทั้งก้อนจีโอพอลิเมอร์ สลับกับบางส่วนยังคงปรากฏเป็นช่องโหว่หรือรูพรุน มีทั้งผิวหน้าเรียบและขรุขระ และปรากฏตำแหน่งของ Silicon, Aluminum และ Sodium ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงการจับกันภายในโครงสร้างของ NASH ดังนั้น การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาร่วมกับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันจึงสามารถพัฒนากำลังรับแรงอัดได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแสดงถึงการเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม

วิธีการจัดการความเครียดของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด วิธีการจัดการ ความเครียด และปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียดของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 478 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมินความเครียดของ กรมสุขภาพจิต ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีความเครียดอยู่ในระดับปกติร้อยละ 51.43 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดอันดับหนึ่ง คือ กลัวอ่านหนังสือไม่ทัน ร้อยละ 89.7 อันดับสอง คือ กลัวทำข้อสอบไม่ได้ ร้อยละ 89.5 วิธีการจัดการความเครียดที่ใช้กันมากอันดับ หนึ่ง คือ ดูหนัง ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ร้อยละ 97.5 อันดับสองคือ ทำจิตใจให้สงบ ยอมรับสถานการณ์ ปล่อยวาง ปลงให้ได้ ร้อยละ 90.2 ปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียด อันดับหนึ่ง คือ ขี้เกียจและง่วงนอนอยู่เสมอ ร้อยละ 73.4 เมื่อเปรียบเทียบระดับ ความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาการจราจร ปัญหาสภาพแวดล้อม พบว่าไม่มีความ แตกต่างกัน ส่วนการเปรียบเทียบระดับความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัญหาการสอบ การคบเพื่อน ความรัก ครอบครัว สุขภาพ ด้านการเงิน และด้านการงาน พบว่า มีระดับความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ