วารสารวิชาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (J. Ind. Tech.) อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่ม 1 (2564 - 2567) และ Asean Citation Index (ACI) มีค่า JIF = 0.094 และ T-JIF (3 ปีย้อนหลัง): 0.165 | The Journal of Industrial Technology (J. Ind. Tech.) is indexed in Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) Tier 1 (2021 - 2024) and Asean Citation Index (ACI) with impact factor, T-JIF: 0.094 and 3-years T-JIF: 0.165

บทความ

การวิเคราะห์ปริมาณของแคทเทชินในน้ามันเมล็ดชา จากต้นคาเมลเลียโอเลเฟรา เอเบล

วิทยาศาสตร์

การใช้เครื่องโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) เป็นเทคนิคที่ง่าย เชื่อถือได้ และทาซ้าได้ ซึ่งในการวิจัยนี้ ได้นามาพัฒนาเพื่อศึกษาการตรวจสอบความถูกต้องของการหาปริมาณแคทเทชินในสารสกัดน้ามันเมล็ดชาจากต้นคาเมลเลียโอเลเฟรา เอเบล การทดสอบหาสภาวะที่เหมาะสมโดยใช้คอลัมน์ชนิด ACE (C18 ขนาด 150 × 4.6 มม.) ด้วยเมทานอลในน้าที่มีกรดอะซิติก 2 % มีสัดส่วนโดยปริมาตร 11 ต่อ 89 เป็นตัวทาละลายเคลื่อนที่ ใช้อัตราการไหลที่ 1 มิลลิลิตรต่อนาที ในระบบ แบบเดี่ยว (isocratic system ) และวัดความยาวคลื่นที่ 280 nm แล้วพบว่าความถูกต้องของการใช้แคทเทชินเป็นสารมาตรฐานแสดงด้วย ความเป็นเส้นตรงของวิธีการนี้ (R2 = 0.999) ความแม่นยาของวิธีการ (RSD <4%) สาหรับความเข้มข้นช่วง 20-100 ppm โดยมีกรดกัลลิกเป็นสารมาตรฐานเทียบภายใน การวิเคราะห์ขีดจากัดต่าสุดของการทดสอบเชิงคุณภาพ คือ 1.061 ppm และความเข้มข้นต่าสุดที่วิธีวิเคราะห์สามารถวิเคราะห์เชิงปริมาณได้คือ 3.54 ppm วิธีการนี้สามารถใช้ตรวจวิเคราะห์หาแคทเทชินที่สกัดจากน้ามันเมล็ดชาที่ขายทั่วไปด้วยตัวทาละลาย 3 ชนิดอย่างต่อเนื่อง โดยงานวิจัยนี้พบว่า ความเข้มข้นเฉลี่ยของน้ามันเมล็ดชาตัวอย่างที่ขายตามท้องตลาดที่สกัดแล้วอยู่ที่ 4.27  0.0908 ppm (n=3) ผลงานวิจัยนี้สามารถใช้ในการควบคุมคุณภาพและเป็นประโยชน์อ้างอิงสาหรับการใช้พัฒนาเป็นอาหารเสริมและอุตสาหกรรมการทางยาต่อไป

การเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม สำหรับแก้ปัญหาการจัดตารางสอบ

วิทยาศาสตร์

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการคัดเลือกและการกลายพันธุ์ในขั้นตอนวิธีเชิงพันธุกรรม เพื่อหาชุดพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับปัญหาที่สนใจในงานวิจัยนี้ประกอบไปด้วย 1) กลุ่มผู้เรียนที่เรียนในรายวิชาเดียวกันต้องสอบพร้อมกัน 2) ผู้เรียนจะต้องสอบ 1 วิชาในช่วงเวลาเดียวกัน 3) ห้องสอบต้องมีขนาดเพียงพอกับผู้เรียน 4) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางคุมสอบให้อยู่นอกคาบเวลาปกติ 5) ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจัดตารางสอบให้ผู้เรียน สอบมากเกินไปในแต่ละวัน การคัดเลือกที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการคัดเลือก 3 รูปแบบ คือ การคัดเลือกแบบวงล้อรูเล็ต (Roulette Wheel Selection) การคัดเลือกแบบจัดอันดับ (Ranking Selection) และการคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน (Tournament Selection) การกลายพันธุ์ที่นำมาเปรียบเทียบประกอบไปด้วยการกลายพันธุ์ 3 รูปแบบ คือ การกลายพันธุ์แบบสลับที่ (Swap Mutation) การกลายพันธุ์แบบแทรก (Insertion Mutation) และการกลายพันธุ์แบบผกผัน (Inversion Mutation) รวมไปถึงการหาค่าความเหมาะสมของความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์ จำนวนประชากร และจำนวนรุ่นที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ชุดพารามิเตอร์ที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงสุดคือ การคัดเลือกแบบจัดการแข่งขัน การกลายพันธุ์แบบสลับที่ ความน่าจะเป็นในการกลายพันธุ์เท่ากับ 75 % โดยมีจำนวนประชากรเท่ากับ 20 ซึ่งให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,168 จาก 7,350 และจำนวนรุ่นที่ให้ค่าความเหมาะสมเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ที่ 365 รุ่น

5G: เทคโนโลยีการสื่อสารแห่งทศวรรษหน้า

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความวิชาการนี้เป็นบทความที่นำเสนอภาพรวมและสถานการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมยุคที่ 5 หรือที่เรียกว่า 5G ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้เริ่มอธิบายตั้งแต่วิวัฒนาการของเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากนั้นทำการอธิบายถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดเทคโนโลยี 5G เทคโนโลยีสำคัญที่สนับสนุน 5G ข้อกำหนดที่สำคัญๆ สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ตลอดจนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะที่โดดเด่นของของเทคโนโลยีดังกล่าว (เช่น อัตราการรับส่งข้อมูลที่เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า และการประวิงเวลาที่ตํ่ามาก เป็นต้น) และกรณีการใช้งาน 5G หรือการประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้ บทความนี้ยังนำเสนอสถานการณ์ที่เกี่ยวกับ 5G ที่เกิดขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ดังนั้น บทความนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นศึกษาหรือผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ที่กำลังจะมีการให้บริการภายในอนาคตอันใกล้นี้

การศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ตามความเห็นของหัวหน้างาน และศึกษาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการบริหารความปลอดภัยการปฏิบัติงานของพนักงานสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานฝ่ายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในเขตพื้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา สำหรับวิธีการดำเนินการวิจัยนั้น ผู้วิจัยได้ออกแบบแบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวข้างต้น สถิติที่ใช้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.08) รวมถึงปัจจัยแต่ละด้านก็มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทั้งหมด ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน (x􀴤 = 4.23) ด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (x􀴤 = 3.94) และความรู้และทักษะที่จำเป็นของหัวหน้างานในการบริหารจัดการอย่างปลอดภัยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x􀴤 = 4.00) โดยด้านความรู้ในการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (x􀴤 = 4.08) ซึ่งทักษะของผู้นำที่ดีของหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับต้นจะต้องใช้ทักษะด้านเทคนิค รวมทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติงานของแผนกนั้นๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใต้บังคับบัญชา

การบริหารต้นทุนโดยใช้เอบีซีในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้ระบบบริหารต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้ โดยประยุกต์กับผลิตภัณฑ์บันไดไม้สำเร็จรูป เพื่อหาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับวิธีการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิม โดยใช้ระบบต้นทุนกิจกรรมหรือระบบต้นทุนเอบีซี (Activity-Based Costing: ABC) ต้นทุนการผลิตของโรงงานประกอบด้วย ต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางอ้อม ในส่วนของต้นทุนทางอ้อมรูปแบบเดิม ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและต้นทุนโสหุ้ยนั้น ยังไม่ได้มีวิธีการจัดสรรเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม เนื่องจากระบบการประเมินต้นทุนในรูปแบบดั้งเดิมไม่สอดคล้องกับปริมาณและเวลาที่ใช้จริงในการผลิต งานวิจัยนี้จึงทำการประยุกต์ระบบต้นทุนเอบีซี และนำเสนอตัวผลักดันต้นทุนในกิจกรรมการผลิต และพัฒนาโปรแกรมคำนวณต้นทุนการผลิตโดยประยุกต์ใช้วิธีประเมินต้นทุนกิจกรรม โดยเริ่มจากการจำแนกต้นทุนในกิจกรรมการผลิตและออกแบบระบบการเก็บและประเมินต้นทุน จากนั้นวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรม กำหนดตัวผลักดันต้นทุน เกณฑ์การปันส่วนที่เหมาะสมในแต่ละกิจกรรม และทำการจัดสรรต้นทุนของกิจกรรมที่ได้จากการคำนวณลงสู่ผลิตภัณฑ์ ผลการคำนวณต้นทุนผลิตภัณฑ์จากระบบต้นทุนเอบีซีพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการคำนวณแบบเดิม มีต้นทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลงประมาณ 5.98% ผลการวิจัยนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าและกิจกรรมที่ต้นทุนการผลิตสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้บริหารในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและใช้ในการจัดการต้นทุนการผลิตในอนาคต

การปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยเครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการ

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาและปรับปรุงสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กรณีศึกษาสายการผลิต Power main A-Plat No.1 ซึ่งมีปริมาณการค้างส่งร้อยละ 16.50 จากการศึกษาปัญหาเบื้องต้นพบว่า การผลิตใช้เวลานานและมีขั้นตอนในการผลิตที่ยุ่งยากซับซ้อน จึงมีแนวคิดที่มุ่งเน้นเพื่อกำจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการ การดำเนินการปรับปรุงเริ่มจากการศึกษากระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องมือการศึกษาวิธีการทำงาน และการศึกษาเวลา ทำการจำแนกความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานตามหลักการความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นใช้แผนผังก้างปลาในการวิเคราะห์หาสาเหตุของแต่ละปัญหา เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยหลักการ ECRS ซึ่งผลที่ได้จากการปรับปรุงพบว่าเวลาในการทำงานสถานีงานที่ 1 ลดลงจากเดิม 17.27 วินาทีต่อชิ้น เหลือ 14.93 วินาทีต่อชิ้น คิดเป็นร้อยละ 13.55 และจากการปรับปรุงในสถานีงานที่ 2 มีเวลาการทำงานก่อนการปรับปรุง 19.21 วินาทีต่อชิ้น ลดลงเหลือ 15.70 วินาทีต่อชิ้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.27 ส่งผลทำให้จำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้นจากเดิม 187 ชิ้นต่อชั่วโมง เป็น 220 ชิ้นต่อชั่วโมง มีค่าสมดุลการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 84.73 เป็น ร้อยละ 90.89 และปริมาณการค้างส่งลดลงจาก ร้อยละ 16.50 เหลือ ร้อยละ 13.22

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ ในยุคดิจิทัล และ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ จำนวน 360 คน โดยใช้เกณฑ์ 20 เท่าของตัวแปรสังเกต ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการโครงสร้าง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และนักวิชาการด้านการตลาด จำนวน 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับตัวแปรที่เป็นปัจจัยความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อยู่ในระดับมาก และ 2) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้ประกอบการ เทคโนโลยีสารสนเทศ กลยุทธ์ทางธุรกิจ และนวัตกรรมการจัดการ ส่งต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 นอกจากนี้ ผลการวิจัย ยังพบประเด็นสำคัญว่า ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ต้องค้นหาความต้องการของลูกค้าและสนองความต้องการเหล่านั้นทันที เพื่อให้เกิดโอกาสทางการตลาดอย่างรวดเร็ว โดยการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดตามภาวะตลาดเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และประยุกต์ใช้นวัตกรรมการจัดการในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายตลาดให้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจตอบสนองความต้องการของลูกค้าและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ เกิดการสื่อสารทางบวกแบบปากต่อปาก มีการบริโภคซํ้า และมีความภักดีต่อแบรนด์ ผลงานวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสู่การพัฒนาความสำเร็จของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในการแข่งขันทางการตลาด สร้างเครือข่ายทางการค้า และนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์

การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาและเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามัน

วิศวกรรมโยธา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการนำตะกอนประปากับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันมาสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์ เพื่อคัดเลือกอัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมะสม โดยแปรผลจากการพัฒนากำลังรับแรงอัด และการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนหล่อแข็งจีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ ภายหลังการบ่มสูงสุด 60 วัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ระดับโครงสร้างจุลภาคได้แก่ เทคนิค XRF XRD และSEM ผลการวิจัยสรุปได้ว่า อัตราส่วน SiO2/Al2O3 ที่เหมาะสมสำหรับการสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์เท่ากับ 2.50 (อัตราส่วนที่ใช้ในการทดสอบคือ 1.77 2.00 2.50 และ 3.00) สามารถเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ภายใต้ปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันได้ และให้กำลังรับแรงอัดสูงที่สุดเท่ากับ 40.56 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ส่วนการใช้เทคนิค XRD และ SEM แสดงการเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้างอะลูมิโนซิลิเกต สามารถบ่งบอกการเกิดปฏิกิริยาจีโอพอลิเมอร์ไรเซชันและผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์สังเคราะห์ได้ สรุปได้ดังนี้ เทคนิค XRD พบโครงสร้างผลึกของสารประกอบ Sodium Aluminum Silicate Hydrate (Na96Al96Si96O384.216H2O; NASH) แทนที่พีกของ Quartz และ Potassium Aluminum Silicate (KAlSi2O6) ตลอดการเลี้ยวแบนของรังสีที่มุม 2 theta เทคนิค SEM แสดงลักษณะพื้นผิวของจีโอพอลิเมอร์ มีลักษณะเป็นเจลหรือผลึกมีรูปทรงแตกต่างกัน ซ้อนทับหลายชั้น กระจัดกระจายทั่วทั้งก้อนจีโอพอลิเมอร์ สลับกับบางส่วนยังคงปรากฏเป็นช่องโหว่หรือรูพรุน มีทั้งผิวหน้าเรียบและขรุขระ และปรากฏตำแหน่งของ Silicon, Aluminum และ Sodium ในตำแหน่งเดียวกัน แสดงการจับกันภายในโครงสร้างของ NASH ดังนั้น การสังเคราะห์จีโอพอลิเมอร์จากตะกอนประปาร่วมกับเถ้าเส้นใยปาล์มนํ้ามันจึงสามารถพัฒนากำลังรับแรงอัดได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแสดงถึงการเกิดผลิตภัณฑ์จีโอพอลิเมอร์ ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในงานทางด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการนำกากคอนกรีตกลับมาใช้ประโยชน์

วิศวกรรมโยธา

ปัจจุบันกากของเสียอุตสาหกรรม มีปริมาณมากขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือปัญหาสภาวะแวดล้อม เนื่องจากกากอุตสาหกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะโลกร้อนและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลก เป็นประเด็นปัญหาสำคัญที่ทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจและเร่งหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว การกำจัดกากอุตสาหกรรมที่นิยมใช้ในการบำบัดและกำจัดโดยหลัก คือ วิธีการฝังกลบ ซึ่งวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งกากคอนกรีตเป็นของเสียอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมธุรกิจผลิตคอนกรีตผสมเสร็จซึ่งมีการขยายตัวมากขึ้นตามภาวะการณ์ก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นภายในประเทศ ดังนั้นกระบวนจัดการกากคอนกรีตจึงมีความจำเป็นที่ควรเลือกใช้กระบวนการที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด วิธีการที่สนับสนุนให้ใช้ในการกำจัดกากคอนกรีตคือ วิธี 3 R ได้แก่ R1.Reduce คือ การลดการใช้ การบริโภค ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นให้น้อยลง ลดการก่อให้เกิดของเสีย R2. Reuse การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด โดยการนำสิ่งของเครื่องใช้ มาใช้ซํ้า และ R3. Recycle คือ การนำสิ่งของที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบเดิมไม่ได้ไปจัดการด้วยกระบวนการต่าง ๆ แล้วแปรรูปเป็นสิ่งใหม่ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งจากการทดสอบคุณสมบัติของหิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว โดยทดสอบคุณสมบัติด้านขนาดคละ และปริมาณฝุ่น ผลทดสอบที่ได้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตได้ และจากการออกแบบการทดลองเพื่อหาสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้หิน และทรายที่ได้จากคอนกรีตผสมเสร็จที่ไม่ใช้แล้ว แทนการใช้หิน และทรายใหม่ ในส่วนผสมคอนกรีต โดยทดลองในสัดส่วนร้อยละ 0 20 40 และ 60 ซึ่งพิจารณาจากผลทดสอบด้านคอนกรีตสด และคอนกรีตแข็งตัวแล้ว จากผลการทดลองได้ค่าสัดส่วนที่เหมาะสมในการใช้ร้อยละ 20-40%

การอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง

วิศวกรรมโยธา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัญญาทางปกครองและการอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาของศาลปกครองที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างของประเทศไทย เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาที่ทำให้ข้อพิพาทในสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้างระหว่างหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชนไม่อาจยุติได้โดยการอนุญาโตตุลาการ และมีการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลปกครอง ทำให้สิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย เกิดจากการไม่มีกฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง ทำให้ไม่มีหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการที่มีความละเอียดและรัดกุมอย่างเพียงพอ และจากการเปรียบเทียบกฎหมาย ในบางประเทศมีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำสัญญาอนุญาโตตุลาการเพิ่มเติม จากหลักการทั่วไป ให้ต้องกำหนดเรื่องที่สามารถใช้การอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกรอบวงเงินสูงสุดซึ่งอนุญาโตตุลาการสามารถสั่งให้คู่พิพาทจ่ายให้แก่กันได้เมื่อมีคำวินิจฉัยไว้ จึงเสนอให้มีการจัดทำกฎหมายว่าด้วยสัญญาทางปกครองด้านงานก่อสร้าง โดยให้มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากของเสียกลีเซอรอลและนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง

วิศวกรรมอุตสาหการ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การผลิตกำลังไฟฟ้าจากของเสียกลุ่มอุตสาหกรรมไบโอดีเซล คือ ของเสียกลีเซอรอล และอุตสาหกรรมฟอกหนัง คือ นํ้าเสียจากโรงงานฟอกหนัง โดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ รวมไปถึงการกำจัดของเสียในรูปซีโอดี จากผลการวิจัย พบว่า กำลังไฟฟ้าจากของเสียกลีเซอรอล มีค่า 0.0018 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง สามาถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ 6.2 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร เซลล์เชื้อเพลิงจุลชีพสามารถประสิทธิภาพการบำบัดของเสียในรูปซีโอดีจากของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนังได้ 80 และ 90 % ตามลำดับ ในส่วนการกำจัดไนโตรเจนในรูป TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) ที่ได้จากนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพถึง 50% นอกจากนี้ยังมีพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาหลักในเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ คือ ไซคลิกโวลแทเมทรีแสดงถึงปฏิกิริยาออกซิเดชั่น-รีดักชั่น ที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนขั้วไฟฟ้าภายในระบบ และประสิทธิภาพคูลอมป์ (Coulombic efficiency: CE) โดยของเสียกลีเซอรอล และนํ้าเสียโรงงานฟอกหนัง มีประสิทธิภาพคูลอมป์ 7.62 และ 15.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เหล่านี้ถือเป็นพารามิเตอร์ที่แสดงถึงประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์จากสารตั้งต้นทั้ง 2 ชนิด ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า นํ้าเสียโรงงานฟอกหนังสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าของเสียกลีเซอรอล

การประยุกต์ใช้กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมปัจจุบัน

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้มีการประยุกต์ใช้กันอย่างกว้างขวาง บทความนี้จึงเป็นการ การแนะนำให้รู้จักถึงทฤษฎีของกระบวนการออสโมซิสผันกลับ ชนิดของเมมเบรนที่ใช้, หลักการทำงานเบื้องต้นและตัวอย่างใน กระบวนการอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ศึกษานั้นได้มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการนี้ รวมไปถึงทั้งการเลือกโมดูลที่นำมาใช้ใน กระบวนการออสโมซิสผันกลับ โดยแต่ละโมดูลนั้นมีลักษณะและระบบการทำงานภายในโมดูลแต่ละตัวที่แตกต่างกันไปเพื่อให้ ผู้ใช้นั้นใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นแล้วผู้เขียนยังได้ให้ความรู้เรื่ององค์ประกอบพื้นฐานของ กระบวนการออสโมซิสผันกลับในอุตสาหกรรมอีกด้วย ตลอดจนถึงการชี้ให้เห็นถึงการนำไปประยุกต์ในกระบวนการของ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การไปประยุกต์ใช้กับการกระบวนการบำบัดน้ำเสียในอุตสาหกรรม หรือกระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำ ทะเล ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งที่ระบบออสโมซิสผันกลับเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก

วิธีการจัดการความเครียดของนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

อื่นๆ

การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียด ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด วิธีการจัดการ ความเครียด และปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียดของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 478 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมินความเครียดของ กรมสุขภาพจิต ผลการวิจัยพบว่านักศึกษามีความเครียดอยู่ในระดับปกติร้อยละ 51.43 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดอันดับหนึ่ง คือ กลัวอ่านหนังสือไม่ทัน ร้อยละ 89.7 อันดับสอง คือ กลัวทำข้อสอบไม่ได้ ร้อยละ 89.5 วิธีการจัดการความเครียดที่ใช้กันมากอันดับ หนึ่ง คือ ดูหนัง ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ ร้อยละ 97.5 อันดับสองคือ ทำจิตใจให้สงบ ยอมรับสถานการณ์ ปล่อยวาง ปลงให้ได้ ร้อยละ 90.2 ปัญหาที่ประสบในการจัดการความเครียด อันดับหนึ่ง คือ ขี้เกียจและง่วงนอนอยู่เสมอ ร้อยละ 73.4 เมื่อเปรียบเทียบระดับ ความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ปัญหาด้านการเรียน ปัญหาการจราจร ปัญหาสภาพแวดล้อม พบว่าไม่มีความ แตกต่างกัน ส่วนการเปรียบเทียบระดับความเครียดของนักศึกษาจำแนกตามปัญหาการสอบ การคบเพื่อน ความรัก ครอบครัว สุขภาพ ด้านการเงิน และด้านการงาน พบว่า มีระดับความเครียดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหารและค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผู้คนจึงเริ่มทำอาหารรับประทานกันด้วยตัวเองจากวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่มีอยู่ ซึ่งบางครั้งไม่ทราบว่าสามารถนำไปทำอาหารอะไรได้บ้าง จึงทำได้แต่รายการอาหารเดิม ๆ ทำให้เกิดความจำเจในการรับประทานอาหาร และไม่สนุกกับการทำอาหารบทความวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบและพัฒนาระบบแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารจากภาพวัตถุดิบด้วยเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก โดยใช้งานได้บนอุปกรณ์พกพา ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันสูตรการทำอาหาร และสามารถใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายรูปวัตถุดิบที่ผู้ใช้มีอยู่แล้วในครัว เช่น กระเทียม เนื้อหมู ผัก ฯลฯ เพื่อส่งภาพเข้ามาในระบบให้ค้นหาสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการค้นหาสูตรอาหารให้แก่ผู้ใช้ ส่วนประกอบหลักของระบบประกอบด้วย (1) แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่พัฒนาด้วย React Native ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเพิ่มสูตรการทำอาหาร และค้นหาสูตรการทำอาหารได้โดยใส่ชื่อวัตถุดิบ รวมถึงการใช้อุปกรณ์พกพาถ่ายภาพวัตถุดิบเพื่อค้นหาสูตรการทำอาหาร, (2) เว็บแอปพลิเคชันพัฒนาบน MERN stack สำหรับผู้ดูแลระบบ เพื่อใช้ในการเพิ่มคำหลักในการค้นหาให้กับวัตถุดิบ รวมถึงทดสอบแบบจำลองที่ได้สร้างขึ้น และ (3) โครงข่ายประสาทเทียมการเรียนรู้เชิงลึกที่มีการใช้อัลกอริธึม YOLO ผ่านไลบรารี Darknet สำหรับการสร้างแบบจำลองในการรู้จำภาพแบบจำลองได้ฝึกสอนให้สามารถรู้จำวัตถุดิบได้จำนวน 20 ประเภท โดยสอนด้วยภาพวัตถุดิบประเภทละ 100 ภาพ หลังจากฝึกสอนแบบจำลองจำนวน 36,000 รอบ แบบจำลองมีค่าสูญเสียเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0408 และมีค่า Precision, Recall และ F1-score อยู่ที่ 0.96, 0.98 และ 0.97 ตามลำดับ

วงจรปรับสภาพสัญญาณโหมดกระแสสาหรับเซนเซอร์ความต้านทานเชิงเดี่ยว

วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

บทความนี้นาเสนอวงจรปรับสภาพสัญญาณโหมดกระแส สาหรับเซนเซอร์ความต้านทานชนิดเชิงเดี่ยวที่สร้างจากวงจรสายพานกระแสต่อร่วมกับออปแอมป์ ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีกว่าวงจรปรับสภาพสัญญาณแบบดั้งเดิมในแง่ของความเป็นเชิงเส้นของสัญญาณเอาต์พุต วงจรที่นาเสนอนี้ให้สัญญาณเอาต์พุตที่มีความแม่นยาสูงโดยมีค่าความผิดพลาดน้อยกว่า 1 % และเป็นเชิงเส้นสัมพันธ์กับความต้านทานที่เปลี่ยนแปลงไป ผลการเลียนแบบการทางานของวงจรที่นาเสนอโดยโปรแกรม PSpice เมื่อทดสอบกับเซนเซอร์อาร์ทีดี แสดงให้เห็นผลการเลียนแบบการทางานมีความสอดคล้องกับผลวิเคราะห์วงจร

การวิเคราะห์ Moderated Mediation Model ด้วยโปรแกรม PROCESS

อื่นๆ

ตัวแปรคั่นกลางคือตัวแปรที่ซ่อนเร้นเชื่อมโยงตัวแปรต้นทางและปลายทางได้เอาไว้ อาจมีเพียงตัวแปรเดียวหรือหลายตัว กรณีมีตัวแปรคั่นกลางหลายตัวยังอาจเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต้นทางแบบขนานหรือแบบอนุกรมขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานเรื่องนั้นจนสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นตัวแปรใดบ้าง ทั้งนี้หากผู้วิจัยสนใจที่จะทราบว่ามีตัวแปรใดบ้างที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือเพิ่ม ลด หรือเปลี่ยนทิศทางความสัมพันธ์ของเส้นทางในตัวแบบการคั่นกลาง ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ผ่านตัวแบบการกำกับอิทธิพลการคั่นกลาง (moderated mediation model)

Low C/N Ratio Composting of Excess Sludge from Activated Sludge Wastewater Treatment System of Concentrated Latex Industry

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

This article presents an experimental result of low C/N ratios with ranges of 3.2:1 to 5.9:1 of composting of excess sludge from activated sludge wastewater treatment systems of concentrated latex factories. The composting experiments were investigated based on test conditions of different compost materials used, with aeration and with no aeration, as well as with seeding and without seeding. In addition, the investigation on the possible use of the obtained compost products as fertilizer on plant growth was conducted. The results indicated that composting was not reached in the thermophilic and mature phases. The slow decomposition of OC occurred during 90 days composting. Loss of N was significantly determined, in particular in the aerated composting units, but K increment was observed. The results indicated that the composting of mixtures of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with and without seeding and aeration made compost products compliant with Thai organic fertilizer standards, especially in terms of pH, P2O5, K2O, As, Cd, Cr, Cu, Pb, and Hg. With the results tested on plant growth, the possibility of the use of compost products as fertilizer as experimented with marigolds, illustrated that compost products from a mixture of excess bio-sludge, ash, and coconut husk with seeding and aeration had potential to be used as fertilizer which was equivalent to 15:15:15 chemical fertilizer, in particular in terms of plant height increase rate and numbers of flowers achieved.

เทคโนโลยีสะอาดของการจัดการของเสียในฟารม์โคนม จังหวัดราชบุรี

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

การวิจัยครังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเทคโนโลยีสะอาดโดยการสัมภาษณ์และการรวบรวม ข้อมูลการวิเคราะห์คุณภาพนํ้าของการจัดการของเสียในฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมขนาดกลาง (แบบผูกยืนโรง) จํานวน 1 ฟาร์ม และขึนทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของนําใช้ ในการล้างทําความสะอาดคอก/โรงเรือน จากการตรวจวัดอัตราการไหลของนํ้าและระยะเวลาการล้างทําความสะอาด ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในการเดินเครื่องสูบนํ้าเพื่อการล้างทําความสะอาด ปริมาณนํ้าเสียและคุณภาพนํ้าทิ้งจากระบบ บําบัดนํ้าเสีย (pH, BOD, TSS, TP และ TKN) รวมทั้งการจัดการมูลโค เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ปริมาณนํ้าใช้ในการล้างทําความสะอาดของคอก/โรงเรือนลดลงร้อยละ 11 และระยะเวลาการล้างทําความสะอาด ลดลง 20-30 นาทีต่อครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 23 และปริมาณนํ้าเสียลดลงและคุณภาพนํ้าทิ้งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายนํ้าทิ้งจากแหล่งกําเนิดมลพิษ ประเภทการเลียงสุกรมาตรฐาน ข นอกจากนี้การ จัดการมูลโคยังพบว่า การตากมูลโคให้แห้งบนลานตากแบบพื้นปูนใช้ระยะเวลาน้อยกว่าลานตากแบบพื้นดินประมาณ 2 - 3 วัน สามารถลดความชื้นและเก็บมูลโคแห้งบรรจุถุงเตรียมขายในราคากิโลกรัมละ 4 - 5 บาท

การศึกษาความเร็วในการเดินทางบนทางหลวงนอกเมืองผ่านเขตชุมชน

วิศวกรรมโยธา

บทความนี้อธิบายถึงการศึกษาการใช้ความเร็วในการเดินทางของยานพาหนะเมื่อเดินทางผ่านชุมชนที่ตั้งอยู่ข้างทางหลวงนอกเมือง วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อสารวจปริมาณยานพาหนะที่ขับขี่ด้วยความเร็วเกินความเร็วที่กาหนดบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา เพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนที่ศึกษา และเพื่อสารวจความเร็วเดินทางบนทางหลวงและในเขตชุมชนภายหลังการทดลองมาตรการด้านวิศวกรรมจราจร ชุมชนบ้านป่ายาง อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกคัดเลือกเป็นพื้นที่ศึกษา มาตรการด้านวิศวกรรมจราจรจะถูกคัดเลือกจากผลสารวจความเร็วของยานพาหนะที่เข้าสู่ชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีวิ่งผ่านชุมชนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถกระบะ ผลการสารวจความเร็วที่ใช้ในการเดินทางผ่านย่านชุมชน พบว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้ความเร็วในการเดินทางเกินกว่ากฎหมายกาหนดทั้งในพื้นที่นอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน ในขณะที่รถบรรทุกจะค่อยๆลดความเร็วในการเดินทางลงต่ากว่าความเร็วที่กาหนดนอกเขตชุมชน แต่พบว่าความเร็วในการเดินทางกลับเพิ่มขึ้นสูงกว่ากฎหมายกาหนดเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน และผลสารวจพบว่ารถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพียงประเภทเดียวที่ใช้ความเร็วในการเดินทางต่ากว่าที่กฎหมายกาหนดทั้งนอกเขตชุมชนและในเขตชุมชน มาตรการกาหนดพื้นที่ลดความเร็วก่อนเข้าเขตชุมชนถูกกาหนดโดยคานวณจากความเร็วในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชน การประเมินค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใช้ในการเดินทางก่อนเข้าเขตชุมชนก่อนและหลัง โดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test ผลการสารวจพบว่า ค่าเฉลี่ยความเร็วของรถบรรทุกและรถจักรยานยนต์บริเวณภายหลังติดตั้งมาตรการลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วก่อนดาเนินมาตรการอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95

แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับการพัฒนา เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในประเทศไทย

วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อมโยงของแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยได้ทาการเปรียบเทียบแนวคิดและตัวชี้วัดในการดาเนินงานของแนวคิดทั้งสี่ รวมถึงหาแนวทางในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งผลการศึกษา พบว่า แนวคิดทั้งสี่มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน แต่การเชื่อมโยงของแนวคิดแต่ละแนวคิดมีไม่ครบถ้วน กล่าวคือ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะเน้นในด้าน คน โลก ความเจริญ ความสงบ และหุ้นส่วนความร่วมมือ แต่แนวคิดการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนนั้น เน้นในด้านของ คน และ โลก เท่านั้น ในส่วนของแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เป็นแนวคิดที่เน้นในด้านของการอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว พบว่า ได้มีการให้ความสนใจอย่างครบถ้วนทั้งห้าด้าน ในการศึกษาตัวชี้วัดความสามารถของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศพบว่า การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไม่ได้พิจารณาถึงขอบเขตและข้อจากัดในการดาเนินงาน กล่าวคือ กฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ ซึ่งการที่จะทาให้แนวคิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสบความสาเร็จ การดาเนินงานนั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายของภาครัฐ

การผลิตไบโอดีเซลจากนํ้ามันพืชใช้แล้วโดยใช้ถังปฏิกรณ์แบบ ไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่น

วิศวกรรมเครื่องกล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลด้วยถังปฏิกรณ์แบบไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่นผ่านการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นของนํ้ามันพืชใช้แล้วและเมทานอลโดยใช้โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ตัวแปรที่ศึกษาเน้นไปที่ตัวแปรที่มีผลต่อปริมาณไบโอดีเซลที่ได้ ได้แก่ ความดันทางด้านเข้า (2, 3 และ 4 บาร์) อัตราส่วนโดยโมลเมทานอลต่อนํ้ามันพืช (4:1, 6:1 และ 8:1) ความเข้มข้นของตัวเร่งปฏิกิริยา (0.5, 1 และ 1.5 ร้อยละโดยนํ้าหนัก) และเวลาในการทำปฏิกิริยา (20, 30 และ 40 นาที) แล้วกำหนดอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยาคือ 28 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิห้อง) จากผลการทดลองพบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตไบโอดีเซลจากนํ้ามันพืชใช้แล้วคือความดันทางด้านเข้า 4 บาร์ อัตราส่วนโดยโมลเมทานอลต่อนํ้ามันพืชเท่ากับ 6:1 ความเข้มข้นของตัวเร่งปฏิกิริยาร้อยละ 1 โดยนํ้าหนัก และเวลาในการทำปฏิกิริยาเท่ากับ 30 นาที ได้ปริมาณไบโอดีเซลที่ได้ร้อยละ 93 นอกจากนี้จากการนำนํ้ามันไบโอดีเซลที่ผลิตได้จากสภาวะที่เหมาะสมไปทดสอบหาสมบัติการเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงพบว่าไบโอดีเซลที่ได้มีสมบัติการเป็นนํ้ามันเชื้อเพลิงอยู่ในช่วงกำหนดของมาตรฐานไบโอดีเซลและนํ้ามันดีเซลหมุนช้า ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าถังปฏิกรณ์แบบไฮโดรไดนามิกส์คาวิเตชั่นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำปฏิกิริยาทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่นสำหรับผลิตไบโอดีเซลแบบหนึ่งขั้นตอนได้

Nuclear Magnetic Resonance technique for quality control of cold-pressed rice bran oil

วิทยาศาสตร์

A Nuclear Magnetic Resonance (NMR) method is developed and applied for fingerprint characterization of rice bran oil from Thai domestic production and quantitative determination of fatty acid compositions. Freshness evaluation was investigated by analysis of diacylglycerol or monoacylglycerol level in cold-pressed rice bran oil. The investigation using  -carbon intensity of triacylglycerol as reference peak and internal standard demonstrated that the method presented variance (Analysis of variance, p 0.05) with high Level of Confidence (95%). This method allows rapid identification of rice bran oil in the market, claimed as cold-pressed rice bran oil from domestic production in Thailand. Applying NMR technique, Thai export industry of rice bran oils can meet satisfied specification by international importers without many wet, dirty and error prone chemical methods in Quality Control laboratory. Qualitative analysis of diacylglycerol or monoacylglycerol showed no signal in freshly samples, but revealed with slightly stronger peaks after one year storage, represent by proportion of 1,2-diacylglycerol and 1- monoacylglycerol in triacylglycerol which changed over time. Results obtained in this study will serve as quality control and useful reference for supplement development and pharmaceutical industry.

รับข่าวสารจากเรา

รับข่าวสารจากทางเรา ท่านจะสามารถเข้าถึงข่าวสารได้ก่อนใคร แค่เพียงใส่อีเมลของคุณ